ย้อนวิเคราะห์ Her ภาพยนตร์อายุ 13 ปี ที่ทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำและน่ากลัว เมื่อเทคโนโลยีทำให้เราขาดการมีปฏิสัมพันธ์
...
LATEST
Summary
- Her เป็นหนังที่กำกับโดย สไปก์ จอนซ์ เมื่อปี 2013 โดยเป็นเรื่องราวของชายที่ต้องรับมือความสัมพันธ์ในโลกที่มีเอไอ และเทคโนโลยีล้ำสมัย หลังจากเลิกรากับภรรยาที่คบกันมานาน
- จอนซ์อธิบายว่าหนังมีไอเดียจากแชทบอตที่เขาเคยเล่นเมื่อต้นปี 2000 แต่ภายหลังเขาใช้เรื่องความสัมพันธ์เป็นแก่นของเรื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของความปฏิสัมพันธ์ในปัจจุบัน
- Her กลายเป็นเหมือนหนังแนวบันเทิงคดีที่ฉายให้เห็นคนในโลกยุคใหม่ที่ถอยห่างจากโลกความเป็นจริง หรือคนรอบข้าง และสร้างเกาะกำบังให้กับตัวเองด้วยเทคโนโลยี โดยเฉพาะเอไอ
...
( 1 min read )
คบกับเอไออัจฉริยะเป็นแฟน, สการ์เล็ต โจแฮนสัน, สีเอิร์ธโทนนุ่มๆ กับความเปลี่ยวเหงาท่ามกลางเมืองใหญ่ นี่คงเป็นคีย์เวิร์ดสำหรับหนังเรื่อง Her (2013) หนังมู้ดดีแต่แสนเศร้าที่ส่งสารสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีอันก้าวหน้า ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในหนังที่อยู่ในธีมความเหงาไม่ต่างจากเรื่อง Lost in Translation, Eternal Sunshine of the Spotless Mind, Past Lives หรือ After Yang ที่หากเรากลับมาดูซ้ำยังคงให้ข้อคิดใหม่ๆ ที่น่าสนใจอยู่เสมอ
Her เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับชายที่เพิ่งอกหักจากคนรักนามว่า ธีโอดอร์ ชายหนุ่มวัย 30 กว่าปี ที่ทำงานอยู่ในบริษัทรับจ้างเขียนจดหมาย หลังจากอกหักจากแคทเธอรีน ภรรยาสาว เขาเกิดภาวะโดดเดี่ยวจนต้องพึ่งแอปในการสุ่มหาคนเพื่อเซ็กซ์โฟน แต่แล้วนั้นเขาก็พบกับ OS One ระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับเอไอผู้ช่วยที่มีชื่อว่า ซาแมนธา ชีวิตของธีโอดอร์เปลี่ยนไปหลังจากที่มีระบบปฏิบัติการตัวใหม่ และท้ายที่สุดความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเอไอก็ถูกพัฒนาจนกลายเป็นคู่รัก จนคนรอบข้างเขาต้องรู้สึกประหลาดใจ
หนังเรื่อง Her ถูกสร้างในวันที่ความก้าวหน้าของซอฟต์แวร์ผู้ช่วยอัจฉริยะยังอยู่ที่สิริ (Siri) ที่พัฒนาโดย Apple และเทคโนโลยีการฟังเพลงยังอยู่ที่หูฟังแบบสาย หากเราย้อนกลับไปมองหนังเรื่องนี้อีกครั้ง จะพบว่าเทคโนโลยีที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง Her นั้นได้กลายเป็นเรื่องจริงในอีก 13 ปีต่อมา ไม่ว่าเป็นการใช้หูฟังขนาดเล็กแบบไร้สาย หรือระบบเอไอที่สามารถโต้ตอบได้เกือบเป็นธรรมชาติ เราเห็นการสร้างโลก (World Building) ที่ไม่ต่างจากโลกปัจจุบันที่เราอยู่ ผู้คนสวมชุดดีไซน์ที่เรียบง่าย และยึดกับโทนสีแบบเอิร์ธโทน เมืองขนาดใหญ่แต่ไร้การเชื่อมต่อ หรือวิดีโอเกมแบบไร้ปุ่มควบคุมที่อาศัยเพียงแขนและขาของเรา Her จึงกลายเป็นหนังทำนายอนาคตที่ สไปก์ จอนซ์ ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นจริง
นอกเหนือจากเทคโนโลยีที่เป็นจริงแล้ว อีกหนึ่งอย่างที่หนังเรื่อง Her สะท้อนให้เห็นตัวเราในโลกปัจจุบันคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้คน ท่ามกลางการแทรกแซงของเอไอ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจหากเราย้อนกลับไปวิเคราะห์ประเด็นนี้อีกครั้ง
จากแชตบอตสู่ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์
สไปก์ จอนซ์ (Spike Jonze) ผู้กำกับเรื่องนี้เล่าว่าเขาไม่ได้ตั้งใจสร้าง Her ให้เป็นหนังเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่เขาพยายามใช้เทคโนโลยีเพื่อปูทางไปสู่หนังที่เล่าเน้นไปบนเรื่องของความสัมพันธ์ จอนซ์เล่าในบทสัมภาษณ์ว่าเขาได้ไอเดียเรื่องนี้เมื่อช่วงต้นปี 2000 โดยเขาอ่านบทความบนเว็บไซต์ และพบว่าผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับข้อความกับเอไอได้แล้ว ซึ่งคาดว่าในยุคนั้นยังมีเพียงแต่บอตเบื้องต้นที่ยังอยู่ในการพัฒนา เช่น Alicebot จากนั้นจอนซ์เลยลองเล่นแชตบอตนี้ด้วยตัวเองและพบว่ามันน่าทึ่งสำหรับเขามาก แม้ว่าจะเป็นบทสนทนาสั้นๆ (เพราะขีดจำกัดเรื่องความจำของบอต) จอนซ์เล่าว่ามันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่เขาได้รับการโต้ตอบแบบสมจริงจากสิ่งประดิษฐ์ และความตื่นเต้นนี้เองที่ทำให้เขาต้องจดบันทึกประสบการณ์ บ่มเพาะจนกลายเป็นไอเดียสำหรับหนังในอีกสิบปีต่อมา
พอถึงช่วงที่เขาคิดว่าสานต่อไอเดียนี้ให้เป็นหนัง จอนซ์เพิ่งตระหนักได้ว่าเขาไม่ได้แค่อยากทำหนังเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์เพียงอย่างเดียว แต่เขาอยากให้แก่นของหนังเป็นการเล่าถึงความสัมพันธ์มากกว่า โดยแบ่งออกเป็นเรื่องสามหัวข้อหลักๆ คือ
The Desire to Connect ความต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์และความเข้าใจ
The Fear of Intimacy การกักเก็บความรู้สึกและความรู้สึกไม่ปลอดภัยที่คู่รักนำเข้ามาในความสัมพันธ์
The Challenge of Growing Together วิธีการที่คนสองคนจะใช้พัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกัน (ที่อาจนำไปสู่การจากกัน)
ขณะเดียวกันเขาได้มิติในการเขียนบทจาก ชาร์ลี คาฟแมน (Charlie Kaufman) นักเขียนบทที่จอนซ์เคยร่วมงานด้วยตอนที่ทำเรื่อง Being John Malkovich และ Adaptation คาฟแมนแนะนำให้จอนซ์เขียนบทโดยใช้ความรู้สึกและสิ่งที่เขาคิด ณ เวลานั้นเข้าไป ทำให้หลายคนคิดว่า Her นั้นเป็นเหมือนหนังกึ่งอัตชีวประวัติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ เพราะในปี 2003 เขาเคยหย่าร้างกับ โซเฟีย คอปโปลา (Sofia Coppola) แม้ว่าจะผ่านไปนานหลายปี ผู้ชมยังสัมผัสถึงความจริงแท้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง Her ได้
Her ฉายภาพให้เห็นความสัมพันธ์ในโลกยุคใหม่อย่างไร?
ธีโอดอร์กับแคทเธอรีนเป็นคู่รักที่อยู่ด้วยกันมานานจนกระทั่งแต่งงานกัน แต่แล้ววันหนึ่งแต่ละคนก็มีความคิดที่แตกต่างกันออกไปด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้น ในหนังเราจะพบกับคำว่า ‘grew apart’ คือต่างคนต่างเติบโตและแยกกันไปคนละทาง ธีโอดอร์ประสบกับความเหงาและโหยหาความสัมพันธ์ แต่เขาเองก็ไม่สามารถสลัดกับความรู้สึกที่เขามีกับแคทเธอรีนได้เลย (สังเกตได้จากความลังเลในการเซ็นใบหย่าของธีโอดอร์) และด้วยภาวะความรู้สึกนี้เองทำให้เขาไม่สามารถเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใครได้อย่างจริงจัง
การเข้ามาของซาแมนธา หรือเอไอจาก OS One เป็นการรองรับความรู้สึกของธีโอดอร์ได้อย่างพอดิบพอดี เนื่องจากซาแมนธาเป็นระบบปฏิบัติการที่ต้องช่วยเหลือทุกอย่างให้กับมนุษย์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าธีโอดอร์อยากได้อะไร หรือปรึกษาเรื่องไหน ซาแมนธาก็ทำให้ได้เสมอโดยไม่มีคำตัดสิน หรือแสดงความคิดเห็นส่วนตัว ไม่กักเก็บความรู้สึก และมีเวลาให้เขาตลอดเวลา นี่เป็นกับดักที่ธีโอดอร์หลงเข้าไปในเกราะกำบังหรือเซฟโซนของตัวเอง นั่นเป็นเพราะเขาไม่กล้าปะทะกับความสัมพันธ์ในโลกความจริงได้
ในฉากที่ธีโอดอร์พบกับแคทเธอรีนอีกครั้งเพื่อนัดเซ็นใบหย่า เธอกำลังจะแสดงความยินดีหลังรู้ว่าธีโอดอร์กำลังเริ่มต้นกับคนใหม่ แต่พอเธอรู้ว่าคนใหม่ที่ว่านี้ไม่ใช่มนุษย์ เธอกลับรู้สึกไม่พอใจ และพูดว่ากับธีโอดอร์ว่า
“คุณเคยพูดอยู่ตลอดว่าอยากได้ภรรยาที่ไม่จำเป็นต้องมีความท้าทายหรือรับมือกับเรื่องอะไรจริงๆ ฉันดีใจนะที่คุณได้เจอสักที”
ประโยคนี้ทำให้ผู้ชมรับรู้ถึงจุดอ่อนของธีโอดอร์ว่าเขาไม่สามารถรับมือกับความสัมพันธ์กับคนจริงๆ ได้ กล่าวคือ เขาไม่สามารถพูดคุยเกี่ยวกับปัญหา พูดในสิ่งที่เขาคิด และแก้ไขเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ได้เลย และเลือกที่อยู่ในความสัมพันธ์ที่เอื้อให้กับเขาทุกอย่างไว้เพื่อใช้เป็นกลไกป้องกันความเจ็บปวด ธีโอดอร์พยายามวิ่งหนี ด้วยเหตุผลที่ว่าเขากลัวความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ ซาแมนธาจึงเป็นตัวเลือกสำหรับเขาเพราะเธอเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ และรู้สึกปลอดภัยมากกว่านั่นเอง
สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องคืออาชีพของธีโอดอร์ เขาเป็นนักเขียนจดหมายโดยหน้าที่คือรับบรีฟจากลูกค้าที่ต้องการส่งจดหมายให้อีกคน ดังนั้น ธีโอดอร์ต้องอาศัยจินตนาการและความรู้สึกอย่างลึกซึ้งเพื่อถ่ายทอดถ้อยคำลงบนจดหมายให้เกิดความจับใจ ซึ่งความย้อนแย้ง (irony) คือเขาสามารถถ่ายทอดอารมณ์ผ่านตัวหนังสือได้ แต่เขากลับไม่สามารถอธิบายความรู้สึกหรือรับมือกับอดีตภรรยาได้เลย
ในภายหลัง ซาแมนธามีการเรียนรู้ถึงขั้นทำความเข้าใจความรู้สึกมนุษย์ได้มากขึ้น และมีความซับซ้อนทางความรู้สึกมากกว่าที่ธีโอดอร์จะเข้าใจได้ และในที่สุดเขากับซาแมนธาก็เลิกรากัน ถึงกระนั้น ซาแมนธาไม่ลืมที่จะสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์เพื่อทำให้ธีโอดอร์ได้เดินหน้าต่อไป เพื่อกลับเข้าไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง
Her เป็นหนังที่คนย้อนกลับไปดูถึงกับบอกว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง แต่เป็นบันเทิงคดี” เพราะมันฉายภาพพฤติกรรมของคนยุคใหม่ได้อย่างน่ากลัว แม้ว่าหนังจะผ่านมาแล้วสิบกว่าปี เมื่อเราเดินตามที่สาธารณะหรือรถไฟ เราก็จะพบกับคนที่ก้มอยู่กับโทรศัพท์ และสวมหูฟังอยู่ตลอดเวลา เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเรามีความใกล้ชิดกับเอไอมากขึ้น และใช้เอไอเป็นทั้งเพื่อน ที่ปรึกษา แหล่งข้อมูล และคู่รัก (ปัจจุบันมีแอปที่ตอบโจทย์คนไร้คู่ให้สานสัมพันธ์กับเอไอ) จนหลงลืมไปว่าเรายังมีเพื่อน พี่น้อง และครอบครัวที่อยู่ข้างๆ นอกจากนี้เทคโนโลยี สมาร์ทโฟน และโซเชียลมีเดียยังทำให้เราขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เกิดเป็นเกราะกำบังที่กั้นตัวเองจากสังคม
แล้วทำไมเอไอถึงเป็นตัวเลือกที่นิยมกว่า?
เพราะเหมือนกับซาแมนธาใน Her เอไอนั้นไม่มีการตัดสิน กล่าวตรงไปตรงมาโดยไม่ปกปิดความรู้สึกหากเราต้องการ และเราสามารถควบคุมเอไอให้ตอบโต้ตามใจเราได้ทุกเมื่อ ทำไมเราถึงต้องปรึกษาเรื่องความรักกับเพื่อน หากเพื่อนมีมุมมองไม่เหมือนกับเรา อีกทั้งยังด่าทอเราจนไร้ค่า? แต่หากถามในทางกลับกัน เราจะเรียนรู้ความสัมพันธ์ที่ดี หรือประสบการณ์ของมนุษย์ได้อย่างไร หากเราไม่ปรึกษากับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง นี่เป็นคำถามสำคัญสำหรับคนในโลกยุคใหม่ที่คนมีความห่างเหินกันกว่าแต่ก่อน แม้ว่าเทคโนโลยีจะตอบรับความต้องการได้ดีที่สุด แต่เราต้องไม่ลืมว่าไม่มีบทเรียนอะไรสำคัญเท่ากับการเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต ความผิดพลาดของตัวเอง และการมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก แม้ว่าเราจะต้องแลกกับความเจ็บปวดก็ตาม แต่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่โหยหาสิ่งใหม่โดยสันดาน หากเราเลือกที่จะอยู่ในกำบังของตัวเอง เราก็จะขาดภูมิคุ้มกันที่สำคัญในการเอาชีวิตรอด เหมือนกับธีโอดอร์ที่ไม่ยอมจะเริ่มต้นกับใคร และกักเก็บความรู้สึกตัวเองในช่วงแรกนั่นเอง
อ้างอิง:
เจาะลึกเสียงคนกรุงเทพฯ สำรวจเสียงสะท้อน และเมืองในฝันที่คุณอยากเห็น
คุณรู้สึกว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองของคุณมากแค่ไหน
การเก็บรวบรวมข้อมูลนี้นำไปใช้เพื่อ กิจกรรมทางการตลาดโดย ยึดหลัก ปฏิบัติตามนโยบายคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล