คนคายส้มมีอยู่จริง และแน่นอน คนคายแดงก็มีอยู่จริง
คายส้มคือการตัดสินใจไม่เลือกพรรคประชาชนอีกต่อไป ทั้งที่เคยเลือกพรรคนี้มาก่อน ในทางตรงกันข้าม คายแดงคือการตัดสินใจไม่เลือกพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป ทั้งที่เคยเลือกพรรคนี้มาก่อน – การเปลี่ยนใจเหล่านี้ไม่ใช่เพียงวาทกรรมการเมือง แต่สะท้อนถึงการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีเหตุผล มีเงื่อนไข และมีวิธีคิดในการเลือกที่แตกต่างกัน
“จะบอกว่าอกหักก็ไม่เชิง” ผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งบอกเช่นนั้น
สกู๊ปชิ้นนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน ผู้เขียนตั้งต้นจากคำถามว่าทำไมโหวตเตอร์บางคนถึงกลับไปเลือกพรรคเดิมไม่ได้ และจะกาพรรคอะไรในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะความใคร่รู้ส่วนตัว แต่อีกส่วนก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าคะแนนเสียงจากสองพรรคอันดับต้นจะไหลไปทางใด ท่ามกลางบริบทการเมืองไทยที่กระแสชาตินิยมดังกลบประเด็นอื่น แตกต่างจากบรรยากาศการเมืองในปี 2566 ที่เต็มไปด้วยความหวังต่อการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลประชาธิปไตย
วันโอวัน สัมภาษณ์ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดห้าคน สามคนเคยเลือกพรรคสีส้ม ส่วนอีกสองคนเคยเลือกพรรคสีแดง แต่ละคนมีเหตุผลของการคายส้มและคายแดงที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่น่าเซอร์ไพรส์ยิ่งกว่าคือพรรคใหม่ที่ ‘คาย’ ไปหาก็แตกต่างกัน มีทั้งคายส้มไปแดง คายแดงไปส้ม คายส้มไปฟ้า ยันคายส้มเพราะสนับสนุนทหาร
เก็บอคติในใจของคุณไว้ให้ดี เนื่องจากบทสัมภาษณ์ถัดจากนี้คงทำให้ใครบางคน -ไม่ว่าจะสนับสนุนพรรคไหนก็ตาม- ต้องเผลอหน้านิ่วคิ้วขมวดกันบ้าง
แต่ความเห็นที่แตกต่างไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่สุดในสังคมประชาธิปไตยหรอก คุณเองก็รู้ใช่ไหม
‘เพื่อไทยไม่ใช่เพื่อไทยที่เคยเลือกอีกต่อไป’ – นุ่น (นามสมมติ)
ตลอดชีวิตที่ผ่านมานุ่นมีโอกาสใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงสองครั้ง และทั้งสองครั้งที่ผ่านมาเธอเลือกพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งปี 2562 เธอเลือกพรรคเพื่อไทยในระบบบัตรใบเดียว ส่วนในการเลือกตั้งปี 2566 เธอเลือกพรรคเพื่อไทยหนึ่งใบและพรรคก้าวไกลหนึ่งใบ ด้วยเหตุผลว่าทั้งสองพรรคต่างชูประเด็นที่ถูกจริต เช่น พรรคก้าวไกลชูประเด็นเชิงสังคมและความหลากหลาย ส่วนพรรคเพื่อไทยชูนโยบายเศรษฐกิจที่ปฏิบัติได้จริง
ทว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ นุ่นตัดสินใจไม่กาพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป และจะหันไปกาให้พรรคประชาชนทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ
“ปี 2566 ยังก้ำกึ่งว่าจะกาแดงสองใบไหมด้วยซ้ำ ไม่มีความคิดจะกาส้มสองใบเลย ควายแดงมาก (หัวเราะ) ช่วงหาเสียงเพื่อนก็ทักว่าไม่กลัวเพื่อไทยข้ามขั้วเหรอ เราก็เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าพรรคไม่ทำหรอก เชื่อว่าพรรคไม่น่าจะสูญเสียความเป็นตัวเองขนาดนั้น
“แต่ตั้งแต่ทักษิณกลับมา เรารู้สึกว่าเพื่อไทยไม่ใช่เพื่อไทยที่เคยเลือกมาตลอด” นุ่นบอกกับเรา อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าสิ่งที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เผชิญนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม ทว่าหลังการกลับมาของอดีตนายกฯ พรรคเพื่อไทยก็เริ่มทำหลายอย่างที่เธอนิยามว่า “ไม่เหมือนตอนหาเสียง” นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นุ่นรู้สึกว่าสิ่งที่พรรคสื่อสารอาจไม่ตรงกับสิ่งที่ตนเองเข้าใจ
“มันชัดเจนมากขึ้นว่าเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ต้องการหาใบอนุญาตบางอย่างจากชนชั้นนำ โอเค การที่พรรคตั้งรัฐบาลก็เป็นการเล่นตามกติกาของเกมแบบหนึ่งแหละ แต่แค่รู้สึกว่าตอนหาเสียงพรรคไม่ได้วางตัวเองแบบนั้น หรืออย่างน้อยคือเราไม่ได้เข้าใจว่าพรรคจะทำแบบนั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เริ่มรู้สึกว่าโดนหลอก” นุ่นกล่าว
นั่นคือแผลแรกสำหรับนุ่น อย่างไรก็ตาม นุ่นพยายามทำความเข้าใจว่าพรรคเพื่อไทยตัดสินใจข้ามขั้วเพราะกำลังเล่นตามเกมที่พอจะเล่นได้ แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกผิดหวังกับพรรคเพื่อไทยมากยิ่งขึ้นไปอีก คือจุดยืนต่อการแก้รัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย
“อย่างน้อยเพื่อไทยควรจะยังมีกระดูกสันหลังเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ หรือพยายามทำให้ระบบกลับเข้าที่เข้าทาง เราเคยเชื่อว่าเพื่อไทยเป็นพรรคที่ค่อยๆ ประนีประนอมกับชนชั้นนำ แล้วค่อยๆ ไต่เส้นเพื่อเอาอะไรบางอย่างกลับคืนมา แต่รอบนี้เราไม่รู้สึกแบบนั้น เราไม่เห็นเพื่อไทยแบบยุคไทยรักไทยหรือยุคยิ่งลักษณ์ที่พยายามเสนอนโยบายที่ท้าทาย
“เพื่อไทยยุคเศรษฐาและแพทองธารทำให้เห็นแต่ความโอนอ่อน ยอมเล่นตามกรอบ เรื่องรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งสำคัญ เราคาดหวังว่าพรรคจะเข้ามาแล้วรีเซ็ตระบบโดยไม่อยู่ยาว แต่มันไม่เป็นแบบนั้น คล้ายกับว่าเพื่อไทยพยายามอยู่ไปเรื่อยๆ เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งไม่รู้ว่าพิสูจน์กับประชาชนหรือชนชั้นนำมากกว่ากัน
“การกลับมาของทักษิณไม่ใช่เรื่องผิด ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าการกลับมานั้นแลกกับอะไร” นุ่นบอกกับเรา
ฟางเส้นสุดท้ายซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้นุ่นตัดสินใจไม่กาพรรคเพื่อไทย คือจุดยืนของพรรคเพื่อไทยต่อประเด็นนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง เธอเล่าว่าการที่พรรคเพื่อไทยไม่สนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ นั่นคือวินาทีที่รู้สึกว่าพรรคเพื่อไทยไม่ใช่พรรคที่เธอเคยรู้จักอีกต่อไป
“เขาจะชอบอ้างว่าสู้หลังไมค์ เราได้ยินมาเยอะ แต่เราไม่ซื้อไอเดียนี้แล้ว เราไม่เชื่อว่าวิธีที่เขาทำจะได้ผล”
ทั้งนี้ นุ่นไม่รู้สึกว่าพรรคเพื่อไทยยุคปัจจุบันจะทำนโยบายเพื่อคนรากหญ้าได้ดีไปกว่าพรรคประชาชน ขณะเดียวกัน เธอมองว่าพรรคประชาชนพูดเรื่องแรงงานและชนชั้นกรรมาชีพได้กว้างขวางกว่า
“เราคาดหวังว่าพรรคประชาชนจะทำในสิ่งที่เพื่อไทยทำไม่ได้ ถึงไม่รู้ว่าจะสำเร็จไหม ก็คงเป็น benefit of doubt [1] เพราะอย่างน้อยก็ยังไม่เคยเห็นพรรคประชาชนบริหารจริงๆ และอย่างน้อยพรรคประชาชนยังพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปัญหาระบบราชการ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่เพื่อไทยก็รู้ แต่กลับเลือกที่จะไม่พูด”
“เลือกส้มก็เหมือนหลับตาข้างหนึ่ง มันไม่ตอบโจทย์ทุกอย่างหรอก แต่เป็นตัวเลือกที่แย่น้อยที่สุดแล้วในตอนนี้” นุ่นทิ้งท้าย
‘พรรคส้มโจมตีทหารในภาวะสงคราม’ – ตาล (นามสมมติ)
ตาล (นามสมมติ) คือแม่บ้านวัย 64 ปี เธออาศัยอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดใหญ่ในภาคอีสาน แม้จะไม่ใช่จังหวัดที่อยู่ติดชายแดนเสียทีเดียว แต่ปัญหาความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของตาลในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอย่างมาก
มากเสียจนทำให้เธอคิดว่า น่าจะไม่ลงคะแนนเสียงให้พรรคประชาชน จากที่เคยกาพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งปี 2566
“เมื่อก่อนมองว่าพรรคส้มมีความคิดที่ดี อยากเปลี่ยนแปลงประเทศและระบบการเมืองแย่ๆ แต่ตอนนี้ชายแดนกำลังมีปัญหา เราเห็นใจคนชายแดนและทหารที่ไปสู้รบ แต่พรรคส้มกลับโจมตีทหาร เหมือนมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ
“เราเลยรู้สึกว่า เอ๊ะ เด็กพวกนี้เขามีความคิดอย่างไร ทำไมไม่หันหน้าเข้าหากันยามเกิดสงคราม ทำไมไม่วางทุกสิ่งไว้ก่อนแล้วมาช่วยกัน หรืออย่างน้อยก็ให้กำลังใจกันและดูแลคนชายแดน” ตาลกล่าว เธอเสริมด้วยว่ารู้สึกหดหู่กับสงครามที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก
ไม่ได้ชอบพรรคประชาชนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตาลบอกกับเราแบบนั้น พลางอธิบายว่าเธอคาดหวังว่าพรรคจะออกมาสนับสนุนกองทัพหรือช่วยเหลือประชาชนในยามสงคราม ทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้น “เราเคยรักพรรคสีส้ม และเราก็คาดหวังว่าพรรคจะพูดให้กำลังใจทหารหรือช่วยกันสักนิด แต่ไม่เลย พรรคกลับโจมตีต่อต้านทหารและคอยขัดขวางแทนที่จะรักประเทศ เราจึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว ก็เลยมีความถดถอยออกมาจากพรรคสีส้ม”
“เหตุการณ์กัมพูชาทำให้รู้ว่าความมั่นคงก็สำคัญ แต่พรรคส้มกลับโจมตีทหารทั้งที่เขาออกไปทำงาน คนปฏิบัติหน้าที่จะตายอยู่แล้ว เขาแย่ เขาทำเพื่อประเทศ พรรคสีส้มเหมือนคนที่อ่านทฤษฎีอย่างเดียว แต่ไม่ได้ปฏิบัติจริงหน้างาน ซึ่งทหารเขาอยู่หน้างานจริงไง ผลงานเขาก็เห็นเด่น แต่พวกนักการเมืองทั้งหลายที่โจมตีกลับไม่มีผลงานเลย”
สำหรับตาล ตอนนี้ปัญหาความมั่นคงของชาติ (โดยเฉพาะในมิติความขัดแย้งชายแดน) ถือเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด แต่ปัญหาที่สำคัญไม่แพ้กันคือปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง ทั้งนี้ เธอเล่าว่ารู้สึกชื่นชม ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างมาก โดยบอกว่า “คุณศุภจีไม่ยุ่งกับความมั่นคงก็จริง แต่ทำด้านเศรษฐกิจ เราอยากเห็นภาพแบบนี้ ที่รัฐบาลแบ่งกันทำงาน ใครดูแลเรื่องความมั่นคงก็ทำไป คนดูแลเศรษฐกิจก็ทำไป ทำไมจะทำควบคู่กันไปไม่ได้”
“ขณะที่พรรคสีส้มโจมตีอย่างเดียว ก็ทำให้รู้สึกว่า โห ไม่เอาแล้ว” ตาลกล่าว
แม้จะอยากเห็นคนรุ่นใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศ แต่จากสารพัดเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น ทำให้ตาลตัดสินใจว่าจะไม่เลือกพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ “80% คือไม่เลือก ส่วนอีก 20% ยังไม่มีพรรคการเมืองไหนถูกใจ” เธอว่าอย่างนั้น
ที่ชัดเจนแน่นอนคือไม่เลือกพรรคเพื่อไทย ขณะเดียวกัน ตาลก็ไม่อยากเลือกภูมิใจไทย เธอเล่าว่าแม้จะชอบศุภจีมากแค่ไหน แต่เธอไม่ถูกใจ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย “ถ้าเราต้องการคุณศุภจีก็ควรจะกาภูมิใจไทย แต่ถ้าเรากาภูมิใจไทย มันก็จะขัดกับความรู้สึก”
“พอตัดสินใจจะกาคุณศุภจีปุ๊ป หน้าคุณอนุทินก็ลอยมา” ตาลเล่าพลางหัวเราะ
‘เพื่อไทยไม่ควรปล่อยให้อินฟลูเอนเซอร์มีบทบาทขนาดนี้’ – ขิง (นามสมมติ)

ขิงเคยโหวตพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี 2566 อย่างไรก็ตาม เธอยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะลงคะแนนให้พรรคไหนในการเลือกตั้งครั้งนี้ (ดอกจันไว้ด้วยว่าน่าจะลังเลยันวินาทีสุดท้ายก่อนเข้าคูหา) แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะไม่ลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทยอีก
“รอบที่แล้วกาเพื่อไทยนะ แม้จะทะเลาะกับตัวเองมาก เพราะนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายทำให้รู้สึกว่าเราในฐานะคนต่างจังหวัดไม่ควรเลือกสิ่งนี้” ขิงกล่าว
สาเหตุที่ขิงเลือกเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วนั้นเรียบง่าย เธอเชื่อในอุดมการณ์ประชาธิปไตย และเธอรู้สึกว่าพรรคเพื่อไทยใกล้เคียงกับจุดยืนทางการเมืองมากที่สุด เนื่องจากพรรคก้าวไกลในตอนนั้นเสนอสิ่งที่เธออธิบายว่า “อุดมคติเกินไป”
“เราเป็นคนที่ชอบอยู่กับความเป็นจริง” ขิงบอกกับเราถึงสาเหตุที่กาเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งก่อน แม้จะรู้สึกไม่ถูกใจกับความเป็น ‘กงสี’ ในพรรคก็ตาม
ทว่าการเมืองปี 2569 ต่างออกไป ปัจจุบันขิงยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะกาพรรคไหน และเกิดความรู้สึกไม่อยากกาพรรคเพื่อไทยขึ้นมา โดยเหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะแฟนคลับและอินฟลูเอนเซอร์ของพรรคการเมืองบางคน ที่ทำให้เธออดตั้งคำถามไม่ได้ว่า “ทำไมพรรคปล่อยให้มีบทบาทขนาดนี้”
“โอเค แฟนคลับหรืออินฟลูเอนเซอร์ของพรรคอาจไม่ได้ส่งอิทธิพลกับเราขนาดนั้น แต่ถ้าพวกเขาเชียร์และอยากสนับสนุนพรรคเพื่อไทยจริงๆ สำหรับเรานะ เรารู้สึกว่าเขาเฟลในการทำบทบาทนั้น” ขิงกล่าว
เมื่อถามว่าอยากสื่อสารถึงพรรคเพื่อไทยอย่างไร ในฐานะคนที่เคยโหวตให้พรรคมาก่อน ขิงกล่าวเพียงว่าพรรคควรใช้คนที่พูดแล้วเป็นประโยชน์ต่อพรรคมากกว่า เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมไทยชอบคนที่พูดแล้วน่าฟัง ถ้าพูดไปแล้วคนไม่อยากฟัง ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จในการสื่อสารประเด็นที่พรรคต้องการ
“เราไม่ได้คาดหวังให้อินฟลูเอนเซอร์พรรคพูดจาสุภาพ พูดครับพูดขา แต่อยากให้เป็นคนที่พูดแล้วสังคมรับฟัง”
มีผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยเคยอธิบายกับขิงว่าทำไมถึงควรเลือกพรรคเพื่อไทย โดยอธิบายว่าเพราะพรรคเพื่อไทยมีความ ‘เก๋าเกม’ ทางการเมืองมากกว่า เช่น การส่งแคนดิเดตนายกฯ ครบสามรายชื่อ ขณะที่พรรคก้าวไกลส่งเพียงรายชื่อเดียวในการเลือกตั้ง 2566 เป็นต้น ซึ่งขิงเองก็เห็นด้วยกับสิ่งนี้ เธอมองว่าการเล่นการเมืองนั้นจำเป็นต้องสั่งสมประสบการณ์
และตอนนี้เธอรู้สึกว่าพรรคประชาชนเริ่มมีมูฟที่ทำให้เห็นถึงการสั่งสมประสบการณ์มากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะการประกาศตัวทีม The Professionals ขิงจึงค่อนข้างเอนเอียงไปทางพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ เธอกล่าวว่า “พรรคส้มยอมดึงคนที่ไม่ใช่แค่นักอุดมคติเข้ามา ปกติจะมีแต่นักอุดมคติ นักเคลื่อนไหว หรือเอ็นจีโอ ซึ่งเรารู้สึกว่ามันไม่พอกับการบริหารประเทศ ดังนั้น การเปิดตัว The Professionals จึงมีผลกับเรามาก ทำให้อยากเลือกพรรคส้มเลย เพราะเราให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าอุดมคติ”
เมื่อถามว่าอะไรคือเงื่อนไขที่จะทำให้กลับไปเลือกพรรคเพื่อไทย ขิงนิ่งคิด ก่อนตอบว่าตอนนี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกว่าพรรคต้องการบริหารประเทศ ขณะที่ภูมิใจไทยยังพยายามดึงคนใหม่ๆ จากสายงานที่หลากหลายให้เข้ามามีบทบาท
“เรากลัวว่าเพื่อไทยจะอยู่ต่อได้ด้วยบุญเก่า” ขิงทิ้งท้าย
‘เพื่อไทยเข้าใจรากหญ้ามากกว่าประชาชน’ – คชพัฒน เกียรติไพรภพ

ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ทุกคนจะกาพรรคส้ม
ประสบการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงการชุมนุมเยาวชนปี 2563 มีอิทธิพลให้คชพัฒน เกียรติไกรภพตัดสินใจเลือกพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งปี 2566 เขาสนับสนุนแนวคิดการเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ขณะเดียวกัน อาจเรียกได้ว่าพรรคก้าวไกล (ในขณะนั้น) มีจุดยืนใกล้เคียงกับ ‘จริตทางการเมือง’ ของเขามากที่สุด
แล้วตอนนี้ไม่ตรงจริตแล้วเหรอ – ผู้เขียนโพล่งถามออกไป คชพัฒนไม่ปฏิเสธ เขาตัดสินใจไม่เลือกพรรคประชาชนและหันไปเลือกพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยเหตุผลหลากหลายประการ
“เรานิยามแบบเบียวๆ ว่าเป็นฝ่ายซ้าย” คชพัฒนบอกกับเรา เขาสนับสนุนรัฐสวัสดิการ และเริ่มรู้สึก ‘เอ๊ะ’ ปนเคลือบแคลงใจกับท่าทีของพรรคก้าวไกลในตอนที่รัฐบาลเศรษฐาเดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต การค้านนโยบายในตอนนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารู้สึกว่าท่าทีของพรรคก้าวไกลอาจไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันกับอุดมการณ์ของเขา
“การผันเงินให้ทุกคนคือเรื่องที่ดี เรารู้สึกว่าท่าทีของพรรคก้าวไกล… โอเค มันไม่ใช่แนวที่บอกว่ารัฐบาลไม่ควรทำ แต่อาจเป็นแนวที่บอกว่ารัฐบาลทำไม่ได้หรอก ซึ่งสำหรับเรา เราอยากให้พรรคที่ควรจะเป็นพรรคฝ่ายซ้ายหรือสังคมนิยม สนับสนุนมาตรการที่ใช้เงินให้เป็นประโยชน์กับคนส่วนมากของประเทศ” คชพัฒนระบุ ก่อนจะเสริมว่าท่าทีเช่นนี้ของพรรคประชาชน ปรากฏในนโยบายอื่นของรัฐบาลเพื่อไทยเช่นกัน อาทิ นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นต้น
คชพัฒนมองว่าหลายนโยบายของพรรคเพื่อไทยเป็นประโยชน์กับประชาชนจริง ซึ่งหากพรรคประชาชนมีจุดยืนว่าเป็นฝ่ายซ้ายและก้าวหน้าทางเศรษฐกิจจริง ก็ควรจะสนับสนุนนโยบายเหล่านั้น
“ถ้าพรรคส้มมุ่งมั่นจะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย ก็ควรจะสนับสนุนนโยบายประชานิยมของรัฐบาลในตอนนั้น พร้อมดึงดันในเรื่องที่เป็นจุดเด่น เช่น มาตรา 112 หรือสิทธิเสรีภาพ ถ้าเป็นแบบนั้นพลังของพรรคคงจะมากกว่านี้ แต่พรรคกลับมีท่าทีแบบเทคโนแครตที่ไม่ชัดเจนต่อนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ทำให้รู้สึกว่าย้อนแย้งกับแบรนด์ดิ้งของพรรคที่นำเสนอว่าเป็นพรรคซ้ายกลาง”
นอกจากนี้ คชพัฒนมองว่าเรื่องเล่า (narrative) ทางการเมืองของพรรคประชาชนนั้น ‘เฉี่ยว’ ประเด็นใจกลางหลักของการเมืองไทย หรือที่เขานิยามว่า “พูดความจริงเพียงครึ่งเดียว” เขาขยายความว่าพรรคประชาชนชูประเด็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ และปัญหาเชิงโครงสร้างในฐานะประเด็นสำคัญสูงสุด แต่ความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่แท้จริงสำหรับเขาคือเรื่องทางเศรษฐกิจมากกว่า
“สาเหตุที่คนชั้นบนสนับสนุนอนุรักษนิยมไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ขนาดนั้น แต่เป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ รัฐบาลทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำให้คนระดับล่างขยับเข้าใกล้คนระดับกลางและระดับบนมากยิ่งขึ้น […] สำหรับเรา กระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนเสื้อแดงหรือคนสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในอดีต มันเกี่ยวข้องโดยตรงนโยบายประชานิยม เช่น กองทุนหมู่บ้าน หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค แต่พรรคส้มกลับทำให้อดีตเหล่านี้หายไป” คชพัฒนกล่าว
เขาระบุด้วยว่า “เราไม่พอใจมากกับวิดีโอที่เผยแพร่ตอนพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้ง มันมีเมสเสจว่า ‘โอ้ ในที่สุดประชาชนก็เป็นเจ้าของอำนาจครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก่อนหน้านี้เป็นยุคทหาร ยุคอำนาจนิยม และยุคชนชั้นนำที่มาจากการเลือกตั้ง’ ซึ่งเราตั้งคำถามมากว่าชนชั้นนำที่มาจากการเลือกตั้งคืออะไร คุณไม่เคารพประชาธิปไตยก่อนหน้านั้นหรือ”
คชพัฒนกล่าวด้วยว่าตนเองโตมากับครอบครัวที่พูดมาตลอดว่าตระกูลชินวัตรโกง แต่จู่ๆ พรรคประชาชนที่อ้างว่าเป็นพรรคหัวก้าวหน้า กลับวนมาพูดเรื่องทักษิณโกงและมีดีลลับอยู่อย่างนั้น นั่นทำให้เขารู้สึกว่าประเทศไทยไม่ได้เจริญก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์ หากแต่การเมืองไทยกำลังถูกขับเคลื่อนให้วนกลับมาจุดเดิมอีกครั้ง
“หลังๆ พรรคประชาชนสื่อสารเรื่องการเมืองเชิงศีลธรรม เหมือนพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต ทุกวันนี้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชนหาเสียงใกล้เคียงกันมาก ถ้าตัดเรื่องออกสามนิ้วออกไป สองพรรคนี้เนื้อหาเหมือนกันเป๊ะ”
เมื่อถามว่านโยบายทางการเมือง เช่น การแก้ไขมาตรา 112 ยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ โดยเฉพาะในฐานะคนที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองยุคม็อบเยาวชน คชพัฒนตอบว่าเขามีจุดยืนที่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 แต่ก็รู้สึกว่าการเสนอแล้วไม่เกิดผลเปลี่ยนแปลง ประชาชนก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร
“เราไม่ได้อยู่ในประเทศประชาธิปไตยที่อำนาจอยู่กับรัฐบาลพลเรือน 100% ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรพยายามนะ เราก็อยากให้คนที่ติดคุกได้ออกมา แต่มันค่อนข้างชัดเจนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่กำหนดได้ขนาดนั้นจากการเลือกตั้ง”
ทั้งนี้ คชพัฒนระบุว่าตนไม่เห็นด้วยกับการที่คนระดับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ตลอดจนสมาชิกพรรคหลายคน ชี้นิ้วเรียกคนอื่นว่าเป็น ‘ชนชั้นนำ’
“ใจกลางหลักของปัญหาการเมืองไทยไม่ใช่ช่องว่างของคนระดับธนาธรกับสิ่งที่อยู่ข้างบน แต่เป็นช่องว่างของคนส่วนใหญ่ในประเทศกับคนระดับธนาธรต่างหาก ซึ่งพรรคเพื่อไทยเห็นปัญหานี้ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำเพื่อชนชั้นกลางในเมือง แต่จะทำให้ช่องว่างเหล่านั้นหายไป
“พรรคเพื่อไทยทำให้ชีวิตแบบชนชั้นกลางเป็นไปได้สำหรับคนรากหญ้า ผ่านนโยบายต่างๆ เช่น ทำให้คนที่ไม่ใช่ชนชั้นกลางขึ้นรถไฟฟ้าผ่านนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำให้คนที่ไม่ใช่ชนชั้นกลางมีบ้านผ่านนโยบายบ้านเพื่อคนไทย เรามองว่านี่คือการแก้ปัญหาที่ใจกลางอย่างแท้จริง แต่คนที่กาพรรคส้มมักเป็นชนชั้นกลางมีอันจะกินเกินกว่าจะเข้าใจอะไรแบบนี้”
“อีกประเด็นคือเรารู้สึกว่าพรรคเพื่อไทยไม่ดัดจริตเท่าพรรคส้ม บ้านใหญ่ก็คือบ้านใหญ่ ไม่ต้องเอาบ้านใหญ่มาร่วมพรรคแล้วบอกว่านี่คือบ้านใหญ่แบบก้าวหน้า” คชพัฒนทิ้งท้าย
‘อยากให้ประชาธิปัตย์กลับมาในฐานะพรรคขวากลาง’ – ปัน (นามสมมติ)

ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลเคยเป็นตัวเลือกดีที่สุดสำหรับปัน
ทว่าการเลือกตั้ง 2569 ต่างออกไป ปันตัดสินใจ ‘คายส้ม’ และหวนกลับไปกาพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง (เขาเคยกาพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งปี 2562) โดยตัดสินใจว่ารอบนี้จะกาให้พรรคประชาธิปัตย์ทั้งสองใบ เนื่องจากรู้สึกชื่นชอบในอุดมการณ์แบบพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า
เมื่อถามถึงสาเหตุที่ไม่กาพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งปี 2566 ปันเล่าว่ามีหลายเหตุผลประกอบกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์เคยโหวตให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งการตัดสินใจทางการเมืองเช่นนี้ทำให้ปันรู้สึกว่าพรรคประชาธิปัตย์โกหก ขณะที่เขาเองก็ไม่สนับสนุนการทำงานการเมืองแบบรัฐบาลประยุทธ์เป็นทุนเดิม
อีกสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะในการเลือกตั้งปี 2566 ปันมองว่าพรรคประชาธิปัตย์ถูกครอบงำด้วย ‘บ้านใหญ่’ จากภาคใต้ที่เข้ามาทำงานกรรมการบริหารพรรค ขณะที่นโยบายของพรรคในตอนนั้นก็ไม่ชัดเจน จำแคมเปญแทบไม่ได้ จนไม่แน่ใจว่าพรรคจะเดินไปในทิศทางไหนกันแน่
“ผมอยากสนับสนุนการเมืองเชิงนโยบาย ไม่ใช่การเมืองบ้านใหญ่ ผมรู้สึกว่าพรรคการเมืองไม่ควรเป็นของใคร มันควรจะมีพรรคที่ใครมานำก็ได้ แล้วขับเคลื่อนพรรคด้วยคนที่มีชุดความคิดหรืออุดมการณ์ร่วมกัน ซึ่งในใจผมคิดว่าเหลือแค่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคก้าวไกล เพราะพรรคอื่นทำให้เรารู้สึกว่า เอ๊ะ มีเจ้าของหรือเปล่า” ปันกล่าว เป็นที่มาของเหตุผลที่กาพรรคก้าวไกลในปี 2566
แต่อย่างที่เกริ่นไปว่าปันตัดสินใจจะกลับมากาพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งนี้ และจะไม่ลงคะแนนสักใบให้พรรคประชาชน เขาเน้นย้ำว่าสาเหตุไม่ใช่เพราะพรรคประชาชนทำพลาดในเรื่องไหนเป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะจุดยืนเชิงนโยบายและอุดมการณ์ของเขาเองล้วนๆ
“ผมซื้อหลายไอเดียและหลายนโยบายของพรรคส้ม แต่สาเหตุที่ไม่เลือกแล้วไม่ได้มาจากตัวพรรคส้มเอง ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยภายนอก ซึ่งปัจจัยที่สำคัญมากคือผมรู้สึกว่าตลาดนโยบายต้องมีคู่แข่ง
“ผมจึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาในฐานะพรรคขวากลาง นำเสนอชุดนโยบายฝ่ายขวา แบบที่ไม่ใช่ ‘ขวาเอามันส์’ เพราะมันมีพรรคที่เอาชาตินิยมมาหาเสียงเยอะ ผมนิยามตัวเองว่าเป็น neo-nationalist นะ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการเอาชาตินิยมมาทำการเมือง พรรคฝ่ายขวาแบบภูมิใจไทยผมก็ไม่เห็นด้วย” ปันบอกกับเรา
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งวิเคราะห์ว่าการกลับมาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปรียบเสมือนการเรียกโหวตเตอร์ประชาธิปัตย์กลับบ้าน ปันเองก็ไม่ปฏิเสธว่าการกลับมาของอภิสิทธิ์มีผลต่อการตัดสินใจ รวมถึงกับการกลับมาของ ‘ทีม’ ของอภิสิทธิ์เช่นกัน
“ขออธิบายเชิงวิชาการนิดนึงนะครับ” ปันตอบกลับเมื่อถามว่าความต่างของพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์คืออะไร เพราะบางแง่มุมสองพรรคนี้ก็มีลักษณะคล้ายกัน จากนั้นเขาอธิบายต่อว่า
“ผมซื้อไอเดีย trickle-down economics [เศรษฐกิจที่ไหลจากบนลงล่าง] โอเค มันอาจถกเถียงกันในรายละเอียดได้ว่าทำให้คนชนชั้นล่างชีวิตดีขึ้นจริงไหม แต่ผมเชื่อว่าเราสามารถแก้ไขปัญหารายละเอียด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ และพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีกว่านี้ได้”
ทั้งนี้ ปันตีความได้ว่าแนวคิด trickle-down economics แฝงอยู่นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าพรรคประชาชน เนื่องจากพรรคประชาชนที่นโยบายดูสัมพันธ์กับแนวคิด trickle-up economics (เศรษฐกิจที่ไหลจากล่างสู่บน) มากกว่า
เมื่อถามว่าอะไรคือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะทำได้ดีกว่าพรรคประชาชน ปันชี้ว่าหากนอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว คงเป็นเรื่องการต่อรองกับชนชั้นนำไทย เขากล่าวว่า “พรรคประชาธิปัตย์สามารถคุยกับปริมณฑลส่วนบนของสังคมไทยได้ง่ายกว่า”
“ถ้าการประนีประนอมไม่ได้ขัดกับอุดมการณ์หรือตระบัดสัตย์ ผมยินดีกับการประนีนอมนะ
“ออกตัวว่าผมเกิดในครอบครัวระดับชนชั้นกลางบน พูดตรงๆ ว่าการเมืองมีผลต่อชีวิต แต่ไม่ได้มีผลจนไม่มีจะกินหรือลำบาก ผมจึงอยู่ในสภาวะที่รอได้ และผมชอบคำกล่าวที่บอกว่า ‘ถ้าเริ่มจากการบอกคนว่าจะเอาตีนไปรื้อ ทุกคนจะกอดโครงสร้างนี้ไว้โดยไม่สนว่าจะผุพังอย่างไร’ แต่ถ้าเราลองบอกว่าหลังคานี่ตัดหน่อยไหม เสานี่เป็นอย่างไร มันก็จะเริ่มต้นคนละแบบ แต่สุดท้ายอาจได้บ้านแบบเดียวกันก็ได้” ปันระบุ
คำตอบเช่นนี้ชวนให้ชวนคุยต่อถึงพรรคประชาชนในฐานะพรรคที่วางจุดยืนว่าจะรื้อถอนโครงสร้าง เมื่อถามว่าคิดเห็นอย่างไรกับการพยายามรื้อถอนโครงสร้างของพรรคประชาชน ปันตอบว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยเห็นด้วยคือการเริ่มต้นด้วยการวางจุดยืนเป็นศัตรูกับทหารชั้นผู้ใหญ่ แต่นั่นก็เป็นแค่สิ่งที่รู้สึกไม่เห็นด้วยเท่านั้น เขายืนยันว่าไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ไม่เลือกพรรคประชาชน เพราะในเชิงหลักการอื่นๆ ก็ยังเห็นด้วย เพียงแต่ว่าจุดตัดสำคัญคือนโยบายและแนวคิด trickle-down economics เท่านั้น
อันที่จริงพรรคประชาธิปัตย์ก็ร่วมบริหารให้รัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มา คำถามคือจะทำอย่างไรต่อไปหากพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลแล้วแต่ก็ยังแก้ปัญหาเชิงเศรษฐกิจแบบที่คาดหวังไว้ไม่ได้ ปันตอบเพียงว่าเขาก็จะรอลงโทษโดยการไม่โหวตให้ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป เนื่องจากตนเองอยู่ในจุดที่ ‘รอได้’ ต่อการเปลี่ยนแปลง
ปัจจุบัน ปันสมัครสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเคยลั่นวาจาไว้ว่าถ้าอภิสิทธิ์กลับมาทำการเมืองจะสมัครสมาชิกพรรคเลย (เขาอ้างว่าไม่อยาก ‘ตระบัดสัตย์’) ส่วนอีกเหตุผลคืออยากเห็นพรรคกลับมาเติบโตอีกครั้ง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้การเมืองเชิงนโยบายในอนาคต
“ผมไม่คิดว่าคุณอภิสิทธิ์จะกลับมาจริงๆ นะ” ปันทิ้งท้าย
| ↑1 | หมายความว่าการยกประโยชน์ให้จำเลย หรือก็คือการเลือกเชื่อในสิ่งที่ใครสักคนบอกเรา แม้ว่ามันอาจไม่จริงก็ตาม |
|---|