คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง : ชีวิตของมนุษย์ที่น่ารักและน่าทึ่ง

ผมไม่มีโอกาสได้รู้จักอาจารย์ตุล หรือเชฟหมี หรืออาจารย์คมกฤช อุ่ยเต๊กเค่ง เป็นการส่วนตัว แต่เช้าวันนี้สารพัดเพื่อนของผมใน Facebook นับสิบราย ทุกคนต่างพูดถึงอาจารย์ด้วยความอาลัย ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองพลาดไปแล้วอย่างถนัดใจ ที่ไม่ได้รู้จักพูดคุยกับอาจารย์เพื่อประเทืองปัญญาของตัวเอง และได้รับความสุขจากการมีอาจารย์เป็นเพื่อน

สิ่งที่ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เขียนในเฟซบุ๊กนี้ สะท้อนความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการจากไปของชายผู้หนึ่งได้เป็นอย่างดี

ต่อชีวิตส่วนตัว การจากไปของ ‘อาจารย์ตุล’ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ในวัย 43 ปี นำมาซึ่งความใจหาย และเสียใจต่อญาติมิตร เพื่อนฝูง และคนคุ้นเคยจำนวนมาก

ต่อสังคมไทย นับเป็นความสูญเสียนักวิชาการมากความสามารถที่สนใจทั้งปรัชญา ศาสนา วัฒนธรรม และความยุติธรรมในสังคม ซึ่งไม่เพียงมีความรู้อย่างกว้างขวางเท่านั้น แต่ยังมีวิธีการนำเสนอแบบเฉพาะตัวอย่างยากที่จะหาได้จากอาจารย์มหาวิทยาลัยคนใดอีก

ต่อมนุษยชาติ โลกได้เสียบุรุษผู้น่ารัก ยียวน และเต็มเปี่ยมด้วยความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ไปอย่างไม่มีวันกลับ

ในฐานะผู้เขียนมีโอกาสได้รู้จักมักคุ้นกับอาจารย์ตุลอยู่บ้าง จึงขอใช้ตัวอักษรในบทความนี้ต่างเครื่องบูชาร่วมอำลาอาจารย์ตุลในวาระที่สุดแห่งชีวิต


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
ภาพจาก Pear Wilawan Boonkuekoonlawong


กำเนิดและการศึกษา


คมกฤชเกิดเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2524 เป็นบุตรของนายสนชัย กับนางพรรณทิพา อุ่ยเต็กเค่ง เขาเติบโตที่จังหวัดระนอง ในครอบครัวที่มีกิจการร้านอาหาร J&T Restaurant ซึ่งเปิดกิจการมาตั้งแต่ พ.ศ.2520 เหตุที่ตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษ เพราะในระยะนั้นมีชาวต่างประเทศมาเที่ยวระนองเป็นจำนวนมาก จากเดิมที่เป็นร้านเล็กๆ ขายไอติมโฟร์โมสต์ ก็ปรับมาขายอาหารจานเดียวมากขึ้น และเมื่อกระแสวัฒนธรรมอาหารมาแรง จึงทำเมนูอาหารจากอาหารดั้งเดิมของระนอง โดยย้ายมาอยู่ที่ร้านปัจจุบันเมื่อ พ.ศ.2539 และมาเปิดสาขา ‘ครัวระนอง’ ที่บางขุนนนท์ ซอย 4 เมื่อ พ.ศ.2567 ที่ผ่านมา


ส. ศิวรักษ์ ที่ ‘ครัวระนอง’ พฤศจิกายน 2567 กับคมกฤช น้องสาว และบิดา


คมกฤชเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนชาติเฉลิม จังหวัดระนอง และเป็นเด็กกิจกรรมตั้งแต่อยู่ชั้นประถม ชนิดที่ว่าโรงเรียนให้ไปทำอะไรก็ทำ ทั้งแข่งขัน เล่นละคร และเข้าประกวดต่างๆ จนภายหลังเขาได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียน

ต่อมาในระดับมัธยม เขาศึกษาที่โรงเรียนพิชัยรัตนาคาร จังหวัดระนอง และยังคงเป็นเด็กกิจกรรมเช่นเคย โดยเป็นทั้งประธานนักเรียน ประธานชุมนุมดนตรีไทย และหัวหน้าวงดุริยางค์ ด้านดนตรีไทย เขาประตำแหน่งคนขลุ่ยและโทนรำมะนา ส่วนในวงสากล มักจับแซ็กโซโฟนหรืออิเล็กโทน ทั้งนี้ วงดุริยางค์โรงเรียนพิชัยรัตนาคารมีโอกาสไปออกงานต่างๆ ทั้งงานพิธีการของจังหวัดและงานชาวบ้าน ไม่จะเป็นงานศพ งานบวช อยู่เสมอ

คมกฤชเติบโตขึ้นมาด้วยความรักของแม่ ที่เลี้ยงลูกเหมือนเป็นเพื่อน และใกล้ชิดกันตลอด แม้ต่อมาในระดับอุดมศึกษา เขาต้องเดินทางไปเรียนการสื่อสารมวลชนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (จบ 2547) ก็ยังรู้สึกใกล้ชิดกับแม่เหมือนเดิม      

ต่อมาคมกฤชสำเร็จการศึกษาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต (ปรัชญา) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2551 โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง ‘มายา กับสถานภาพของความดี-ชั่วในปรัชญาเวทานตะของศังกราจารย์’ ในระหว่างนั้นเอง ช่วงที่เขาเหนื่อยและท้อ แม่ของเขาก็ให้กำลังใจว่า “เลิกเรียนก็ได้ กลับมาบ้านเลย เดี๋ยวแม่เลี้ยงเอง” (หัวเราะ) หรือ “ถ้าเหนื่อยก็กลับมาพักที่บ้าน”  

เขาเคยกล่าวถึงพื้นฐานครอบครัวอันอบอุ่น (ที่อาจหาได้ยากในสังคมไทย) ว่า “ความโชคดีที่สุดในชีวิตของผมคือ เรามีพ่อแม่ที่ดีมาก พวกเขาภูมิใจในสิ่งที่ลูกทำ ลูกชอบอะไรตัดสินใจยังไงก็ไม่เคยห้าม แม้แต่สิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็ตาม ผมเรียน .โท ด้านปรัชญา คนอื่นอาจมีความคิดว่าเรียนจบแล้วจะไปทำมาหากินอะไรแต่แม่ไม่เคยพูดแบบนั้น ถ้าลูกชอบและเลือกทางนี้ แม่ก็พร้อมซัพพอร์ต”

ในด้านชีวิตคู่ เขาสมรสกับ วิลาวัณย์ บุญเกื้อกุลวงษ์ โดยจัดงานวิวาหมงคลแบบอินเดีย ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งเป็นที่ตื่นตาตื่นใจ และให้ความรู้กับคนทั่วไปที่ไม่คุ้นเคยกับพิธีกรรม ถึงขนาดที่บางช่วง เจ้าบ่าวถึงกับต้องจับไมโครโฟนอธิบายขั้นตอนด้วยตนเอง


YouTube video
×


ครัวกากๆ


คมกฤชเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในนาม ‘เชฟหมี ครัวกากๆ’ ยูทูบเบอร์ยุคบุกเบิกของไทย จากการทำอาหารที่มีลีลาเฉพาะตัว ใช้วัตถุดิบบ้านๆ ที่หาได้ในครัว เช่น นำขนมเข่งที่เหลือจากการไหว้ตรุษจีน มาเคลือบด้วยช็อกโกแลต แล้วคลุกด้วยถั่วป่น หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ละเอียดแล้ว ออกมาเป็นเมนูน่ากินมากกว่ากินขนมเข่งเหลือๆ เป็นต้น


YouTube video
×


นักวิชาการ

คมกฤชเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มาตั้งแต่ พ.ศ.2551 โดยมีความสนใจปรัชญาอินเดีย ศาสนาฮินดู ศาสนาในสังคมปัจจุบัน ปรัชญาอไทฺวตเวทานตะ ปรัชญาดนตรี และวัฒนธรรมจีนร่วมสมัย ทั้งนี้ เขาเคยทำงานบริหาร เช่น เป็นหัวหน้าภาควิชาปรัชญา และรองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา เป็นต้น


“บรรพบุรุษของอาจารย์เคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งศาลเจ้าต่ายเต๊เอี๋ย จังหวัดระนอง และอาจารย์ก็มาร่วมงานเทศกาลเสี่ยงทายขนมเต่า ในทุกๆ ปีอีกด้วย”
ข้อความและภาพจาก ศาลเจ้าต่ายเต๊เอี๋ย จ.ระนอง


นอกจากบทความในวารสารวิชาการ และงานการประชุมทางวิชาการแล้ว เขายังเป็นคอลัมนิสต์ใน มติชนสุดสัปดาห์ ผ่านคอลัมน์ ‘ผี พราหมณ์ พุทธ’ จนรวมเล่มกับสำนักพิมพ์มติชนออกมา 2 เรื่อง คือ ภารตะ-สยาม ศาสนาต้อง(ไม่)ห้ามเรื่องการเมือง? (2564) และ ภารตะ-สยาม? ผี พราหมณ์ พุทธ? (2560)

นอกจากนี้ยังมีหนังสือ ผี พราหมณ์ พุทธ ในศาสนาไทย (2564) ที่เขียนร่วมกับวิจักขณ์ พานิช และศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นาตาแฮก ส่วนงานแปล เขามีผลงานกับสำนักพิมพ์ปลากระโดด 1 เล่ม คือ อาตมโพธะ : สี่สิบโศลกพินิจสัจจะของรามนะมหาฤษี (2560)

นอกรั้วมหาวิทยาลัย คมกฤชเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง อวโลกิตะ • Avalokita สถานที่ภาวนาย่านสาทรซอย 10 กรุงเทพฯ และยังบรรยายปรัชญาอินเดีย ภารตวิทยา และศาสนาฮินดู อย่างสม่ำเสมอที่วัชรสิทธา พร้อมกันนั้นก็ยังปรากฏตัวผ่านช่องทางรายการออนไลน์ เช่น ตั้งวงเล่ากับจอมขวัญ และนิ้วกลมดมโรตี เป็นต้น

ส่วนการบรรยายสุดท้ายซึ่งเขาไม่มีโอกาสไปพูด คือ การบรรยายในหัวข้อ ‘ยิงฉันสิ! ยิงฉันเลยกามเทพ!: กามารมณ์และความรักในทัศนะปรัชญาอินเดีย’ ในงานเสวนา ‘ปรัชญากับความรัก: นานาทัศนะทางปรัชญาว่าด้วยความรักหลากรูปแบบ’ ที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 13.30-16.30 น. ณ ห้อง ว.114 อาคารวชิรมงกุฎ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นครปฐม


ภาพจาก ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร


อุดมการณ์


ไม่เพียงในด้านวิชาการที่คมกฤชมีความสนใจอย่างกว้างขวางเท่านั้น ในด้านอุดมการณ์ทางการเมือง เขา ยังเชื่อมั่นในประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพของประชาชน และความยุติธรรมในสังคม ดังที่เขาเข้าร่วมเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) อย่างแข็งขันตั้งแต่แรกเริ่ม เป็นทั้งพิธีกรและผู้ดำเนินรายการเสวนา เข้าร่วมการรณรงค์เคลื่อนไหว เดินทางไปให้กำลังใจบุคคลที่ถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม อีกทั้งมีจุดยืนทางการเมืองที่หนักแน่นมั่นคงและร่วมกิจกรรมของ คนส. เรื่อยมาไม่ว่าการเมืองจะมีความพลิกผันอย่างไร


งานแถลงข่าว ‘ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน’ โดย เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ในวันที่ 17 เมษายน 2559 ณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ภาพจาก เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง – คนส.

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองให้สัมภาษณ์เมื่อไปยื่นจดหมายร้องเรียนต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ ให้ช่วยตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ที่คิดเห็นต่างจากรัฐบาล คสช. และให้แสดงท่าทีไปยังรัฐบาล คสช. เพื่อให้ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีต่างๆ ในทันที เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2559 ณ อาคารสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก
ภาพจาก เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง – คนส.


นอกจากการต่อสู้ในโลกมนุษย์แล้ว คมกฤชยังต่อสู้ผ่านโลกอื่นด้วย เป็นต้นว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2565 เขาบันทึกว่า นับแต่มาเช่าบ้านและติดป้าย ‘ทีก้อง’ เอาไว้ เขาไหว้เง็กเซียนฮ่องเต้ทุกวันไม่เคยขาด เมื่อจุดธูปแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าพร่ำคำไหว้ขอพรให้ครอบครัวและตนเองจนพอใจแล้ว เขาก็จะขอพรต่อไปว่า

ขอผู้ทุกข์ยากด้วยความยากจน ด้วยโรคภัยไข้เจ็บในเวลานี้ และการกดขี่บีฑาทางการเมือง จงพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงด้วยเถิด ขอบ้านเมืองกลับสู่ทำนองคลองธรรม ตั้งอยู่ในมรรควิถีที่ถูกต้อง อธรรมแพ้พ่าย ราษฎร์เป็นใหญ่ในแผ่นดิน…”


“ป้ายเขียนว่า ‘เทียนก๊วนซู่ฮก’ = นภเสนาบดีประทานวาสนา
การติดตั้งป้ายนี้เป็นรูปแบบธรรมเนียมกวางตุ้งที่ชาวฮกเกี้ยนรับมา”
ข้อความและภาพจาก อาจารย์ตุล คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง


พร้อมอรรถาธิบายด้วยอารมณ์ขันอันเป็นเอกลักษณ์ว่า “ก็ไม่รู้จะทำไงละครับ คิดว่าอย่างน้อยก็เป็นพลังของเจตจำนงที่พยายามตั้งเอาไว้สม่ำเสมอ ในความสิ้นหวัง ก็ทำไปบ้านๆ โง่ๆ แบบนี้แหละ ใครจะหัวเราะว่าเป็นวิธีปัญญาอ่อนก็ช่าง เออ กูอธิษฐานแบบนี้ทุกวันไม่หยุดเลย ไม่เคยขาดเลย อย่างน้อยฟ้าท่านคงเห็นความจริงใจบ้างแหละ

และเชิญชวนแฟนเพจของตนต่ออีกว่า “ที่จริงแอบอยากชวนว่า ถ้าท่านเป็นสายไหว้ สายมู ไม่ว่าจะกราบไหว้อะไร ไม่ว่าจะทุกวันหรือนานๆ ที ขอเจียดคำอธิษฐานช่วงท้ายๆ แบ่งให้บ้านเมืองนี้ด้วยเถอะครับ ให้บ้านเมืองกลับมาสู่วิถีที่ถูกต้อง ให้คนที่ทุกข์ยากเพราะการเมืองพ้นทุกข์ ให้ราษฎร์เป็นใหญ่ ฯลฯ ขอให้ตั้งเจตจำนงเช่นนี้ด้วยกันมากๆ ผมเชื่อว่าอย่างน้อยๆ มันก็จะช่วยให้เรารักษาพลังของเจตจำนงไว้ไม่ให้หายไป ส่วนผลนั้นสักวันก็เกิดขึ้นเอง


วาระสุดท้าย


บ่ายวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568 คมกฤชเป็นลม จึงถูกนำส่งโรงพยาบาล พบว่าเส้นเลือดหัวใจตีบ ร่วมกับภาวะอื่นๆ ของร่างกาย ได้แก่ เบาหวาน และการทำงานของไต แพทย์วินิจฉัยว่า ต้องรักษาด้วยการทำบอลลูนหัวใจทันที โดยในระหว่างการทำบอลลูนหัวใจ เขาหัวใจหยุดเต้นหนึ่งครั้งและกู้ชีพจรกลับมาได้ แต่หลังจากดำเนินการรักษาต่อ หัวใจของเขาก็หยุดเต้นอีกครั้ง แล้วจากไปในเวลา 20.51 น.

บัดนี้ คมกฤชล่วงลับไปแล้ว แม้จะเป็นที่อาลัยของครอบครัวและมิตรสหาย แต่ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีโอกาสได้พบเง็กเซียนฮ่องเต้ด้วยตนเอง พวกเราได้แต่หวังว่า คำอธิษฐานของเขาคงจะมีผลในสักวันอันใกล้นี้!



ที่มาของข้อมูล

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save
Powered by OptinMonster