อดีต
ถ้ากล่าวถึงคำว่า “อดีต” คนมักจะคิดไปถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วตั้งแต่วินาทีที่ผ่านมา นาทีที่ผ่านมา จนถึงเมื่อวาน เมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อปีที่แล้ว หรือเมื่อชาติที่แล้ว หรือหลายชาติที่ผ่านๆมา มีจำนวนมากมายที่ย้อนรำลึกไปค้นหาอดีตเหล่านั้น
นั่น ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะคำว่าอดีตมันเป็นคำสมมุติ ซึ่งเป็นที่รู้จักกัน เป็นที่เข้าใจกันภายในกลุ่ม ภายในประเทศที่แปลความหมายได้ว่า สิ่งนั้นได้ผ่านมาแล้ว
ถ้าจะทุกข์ ก็ทุกข์เพราะหวนอาลัยในอดีต เจ็บปวดแค้นเคืองในสิ่งที่ผ่านมา น้อยใจในสิ่งที่ผิดพลาด หวนหาอาลัยในสิ่งที่เคยประทับใจ คิดแล้วคิดอีก ทุกข์แล้วทุกข์อีก สุขแล้วสุขอีก สลับกันไป
อนาคต
อนาคต เป็นคำที่สมมุติขึ้น ใช้แทนสิ่งที่ยังมาไม่ถึง โดยมีความเข้าใจหมายรวมว่าสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ยังมาไม่ถึง สิ่งที่ไม่อาจรู้ได้ในอีก 1 วินาทีข้างหน้า 1 นาทีข้างหน้า 1 ชั่วโมงข้างหน้า เดือนหน้า ปีหน้า หรือ 10 ปีข้างหน้า แม้แต่ชาติหน้าก็ยังไม่ทราบ มีเพียงแต่การคาดคะเน หรือการคาดหวังตามจินตนาการเท่านั้น
ถ้าจะทุกข์ก็ทุกข์เพราะคาดคะเน ล่วงหน้า ทุกข์เพราะกลัวล่วงหน้า ทุกข์เพราะวิตกกังวลล่วงหน้า เรียกว่าวางแผนคาดคะเนเตรียมการในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แล้วทุกข์ไปก่อนทั้งๆที่ยังไม่เกิดเรื่องเหล่านั้น บางคนทุกข์ล่วงหน้าไปข้ามปีด้วยซ้ำ
ปัจจุบัน
คือ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ดำเนินอยู่ ณ ปัจจุบันขณะ ในอิริยาบถ 4 นี้ เดินอยู่ นั่งอยู่ ยืนอยู่ นอนอยู่ ไม่ว่าจะคุยโทรศัพท์อยู่ กินข้าวอยู่ ดูทีวีอยู่ นอนเล่นอยู่ อ่านหนังสืออยู่ หรืออิริยาบถใดๆที่กำลังเกิดขึ้น ณ ขณะนั้น
หากมีสติเห็นปัจจุบันขณะรู้ว่า กำลังทำอะไรในปัจจุบันนี้ มีสติเห็นทุกๆอิริยาบถที่เกิดขึ้น ก็จะเห็นว่า ถ้าอยู่กับปัจจุบันจริงๆ ความทุกข์ปัจจุบันก็คือ สิ่งที่กำลังกระทบต่อเนื่องกับปัจจุบันที่กำลังดำเนินอยู่ เมื่อยหลังเพราะนั่งนาน ปวดคอเพราะก้มอ่านหนังสือ ร้อนเพราะพัดลมเสีย หนาวเพราะแอร์เย็น หิวน้ำเพราะเหนื่อยเดินมาไกล มันทุกข์แค่นั้นในปัจจุบัน
มัน ทุกข์กับสิ่งที่มากระทบในขณะนั้น มีเท่านั้น ถ้ารู้ ถ้าเห็น ถ้าเข้าใจ ก็จะจัดการกับมันได้ในปัจจุบันขณะ นี่คือทุกข์ในปัจจุบัน คือทุกข์ในขณะที่ขันธ์ห้ากำลังกระทบสิ่งนั้นๆอยู่ แล้วเกิดภาวะนั้นๆในขันธ์ห้า
แต่คนส่วนใหญ่ ไม่เคยมองเห็นปัจจุบัน ทุกข์ปัจจุบันที่กำลังกระทบมีแค่นั้น แต่กลับไปทุกข์กังวลเรื่องเมื่อวาน ห่วงใยคนที่ยังไม่กลับมา ทุกข์ไปข้างหน้า ทุกข์ไปข้างหลัง ในขณะที่ยังนั่งอยู่ในปัจจุบัน มันจึงดูเหมือนว่า นั่งเฉยๆก็ทุกข์ได้ เพราะความคิดมันฟุ้งไปทั้งเรื่องที่ผ่านมา และข้างหน้าที่ยังมองไม่เห็น และที่สำคัญ มันหยุดคิดไม่ได้ และมันหยุดทุกข์ไม่ได้นี่สิ เป็นเรื่องสำคัญ
เพราะพัลวันอยู่กับคำว่า อดีต อนาคต นั่นเอง
อดีต อนาคต ปัจจุบัน มันมีหนึ่งเดียวเท่านั้น มันแยกกันไม่ได้
ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต จริงๆแล้วแม้ปัจจุบันก็ยังไม่มีเลย
(แต่ ขั้นตอนนี้คงต้องให้มีปัจจุบันไว้ก่อน เพื่อจับหลักให้อยู่กับปัจจุบันให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปทำความเข้าใจ เพื่อออกจากปัจจุบันในขันธ์ห้าทีหลังก็แล้วกัน)
หากสามารถเข้าใจกลไก ของขันธ์ห้าได้ในระดับหนึ่ง แล้วก็จะเข้าใจว่า ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับขันธ์ห้า มันอยู่ในขันธ์ห้า มันปรุงแต่งสุขทุกข์ อารมณ์หลากหลาย ในขันธ์ห้าของแต่ละคน แล้วไปหลงยึดว่าสิ่งที่ปรุงแต่งในขันธ์ห้านั้นมันเป็นเรา เราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างนี้
เราจึงสุขจึงทุกข์อยู่ไม่วางวาย ดังนั้นที่กล่าวว่า อดีตมันไม่มีจริง ก็เพราะว่า
ขณะ ที่นั่งคิดถึงเรื่องเมื่อวาน แต่การปรุงแต่งความคิดมันอยู่ในปัจจุบันนี้ ขณะนี้ ขณะที่คิดตอนนี้ เช่น น้อยใจ เสียใจในเรื่องที่ผ่านมา ครุ่นคิดว่าทำไมเขาถึงต้องต่อว่าเราด้วย เราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย แล้วก็มีความทุกข์ความเสียอกเสียใจ ความน้อยอกน้อยใจ หดหู่ เศร้าหมองนอนไม่หลับ คิดแต่เรื่องเมื่อวานนี้ หารู้ไม่ว่า อดีตมันไม่มีหรอก มันผ่านไปแล้ว หายไปแล้ว ดับไปแล้ว
แต่ขณะที่คิดเรื่องเมื่อวาน มันคิดเดี๋ยวนี้ คิดตอนนี้ คิดในปัจจุบันนี้ ในวินาทีนี้
แม้ ว่าข้อความที่คิดมันจะเป็นข้อความที่เหมือนเมื่อวาน ความน้อยอกน้อยใจ ความรู้สึกเหมือนเมื่อวานก็ตาม แต่ว่ามันปรุงใหม่วันนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่ได้เอาของเก่าเมื่อวานนี้เอากลับมาปรุงใหม่ เอากลับมาย้อนใหม่เลย มันย้อนไม่ได้ มันคิดแล้ว มันรู้สึกแล้ว มันผ่านเลยไป มันดับไป หลังคิดเสร็จมันดับไปแล้ว มันไหลผ่านไปแล้ว จะจับเอากลับมาย้อนคิดทบทวนใหม่ไม่ได้ มีแต่คิดใหม่ในขณะนี้ ในปัจจุบันนี้ แต่เป็นประโยคเดิม เรื่องเดิมเท่านั้น

เหมือน เราจุดไฟ พอจุดแล้ว ลมพัดไฟดับไปแล้ว มันหายไปแล้ว ก็ต้องจุดใหม่ ลมพัดดับอีก ก็ต้องจุดใหม่อีก จุดสัก 10 ครั้ง ก็คือจุดไฟ 10 ครั้ง ไม่สามารถเอาไฟเก่าที่ดับไปแล้วมาจุดใหม่ได้ ต้องทำการกระทบกันใหม่
และ ไฟที่ดับไปแล้ว มันก็ไม่ได้หายไปไหน แต่มันกลับไปอยู่ในธรรมชาติ รอเหตุปัจจัยมากระทบใหม่อีกครั้ง จึงเกิดขึ้นมาใหม่ คือจุดใหม่ จึงเกิดไฟครั้งใหม่นั่นเอง คนที่เดินมาเห็นไฟทีหลัง ก็เห็นไฟติดอยู่แล้ว โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มีการจุดไฟกี่ครั้ง
ดังนั้น ไม่ว่าจะคิด จะพูด จะทำอะไร ทุกครั้งมันเป็นการปรุงใหม่ทั้งสิ้น มันไม่มีของเก่าเลย เพราะทุกขณะ มันเป็นปัจจุบัน ในทุกขณะนั่นเอง
ก้าวเท้าไปข้างหน้า 1 ก้าว ชักท้าวกลับไปที่เดิมแล้วก้าวมาอีก 1 ก้าว ทับที่เดิมแล้วชักเท้ากลับ แล้วก้าวออกมา 1 ก้าว เหยียบลงไปที่เดิม ทำสักสิบครั้ง หรือร้อยครั้ง ทุกครั้งที่ก้าว ก็คือยื่นเท้าออกไปใหม่ทุกครั้ง แม้จะมองเหมือนว่ามันเป็นรอยเท้าเดียวเท่านั้น มันเหมือนไม่ได้ไปไหน มันย่ำอยู่ที่เดิม เหมือนเดิม แต่เปล่าเลย ทุกครั้งที่เหยียบไป มันผ่านไปแล้ว เหยียบครั้งใหม่ก็คือต้องก้าวใหม่ แต่ซ้ำที่เดิม เมื่อก้าวใหม่ก็ซ้ำที่เดิม จึงดูไม่ออกว่าเป็นการก้าวถึงร้อยครั้งเชียวหรือ ก็เห็นมีแค่รอยเท้าอันเดียว
ถ้าเป็นรูปขันธ์ จะพอมองเห็นได้ชัดเจน ว่าก้าวใหม่ทุกครั้งแต่เหยียบที่เดิม แต่เป็นการก้าวออกไปแต่ละครั้ง แต่ถ้าเป็นความคิด ความรู้สึก จะมองเห็นยาก จะคิดกังวลทุกข์ใจนับร้อยครั้ง นับพันครั้ง อารมณ์หดหู่ เศร้าหมองนับร้อย นับพันครั้งก็มองไม่เห็น มีแต่ทุรนทุรายในทุกๆขณะที่มันผ่านมา ผ่านไป
เมื่อ ไม่มีสติเห็นความคิด ไม่เห็นอารมณ์ความรู้สึก ไม่เห็นกลไกการปรุงแต่งของขันธ์ห้า ที่มันไหลไปตลอดเวลา ไม่เคยหยุดนิ่ง แล้วเราก็จะหลงว่า ทำไมเรากังวลเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คิดแล้วคิดเล่า ทุกข์แล้วทุกข์เล่าอยู่ตลอดเวลา
หารู้ไม่ว่านั่นแหละคุณปรุงแต่งเอง ปรุงใหม่ในทุกๆครั้ง ทุกวินาที ทุกขณะจิต แต่อาจจะปรุงใหม่ในเนื้อหาข้อความเดิมๆ
นี่ คือเรื่องที่เรามองไม่เห็น คิดไม่ถึง ว่าสาเหตุที่เราทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเรื่องเก่าๆ เรื่องเดิมๆ แล้วไปโทษว่าทำไมเราไม่ลืมมันเสียที คิดทีไร ทุกข์ทุกนาที ไปโทษว่า ยึดติดในอดีต มันหลอกหลอน มันคอยทิ่มแทงให้เราทุกข์ ให้เราโศกเศร้าเสียใจตลอดมา หารู้ไม่ว่า ทุกข์นั่นน่ะ ไม่ใช่อดีต มันทุกข์ในปัจจุบัน ทุกข์ตอนนี้ และเดี๋ยวนี้
แม้ข้อความที่นำมาทุกข์ จะถูกส่งมาจากสัญญาที่เคยจำไว้นานมาแล้ว แต่การส่งขึ้นมา ก็ส่งขึ้นมาเดี๋ยวนี้ จำได้เดี๋ยวนี้ ปรุงแต่งเดี๋ยวนี้ แล้วทุกข์เดี๋ยวนี้
นั่ง สบายๆอยู่ดีๆ หันไปเห็นรถเก๋งสีแดงผ่านหน้าบ้าน ตารับภาพ (ปัจจุบัน) สัญญาจำได้ส่งมา (ปัจจุบัน) เราเคยมีรถสีนี้ ยี่ห้อนี้ ปรุงแต่ง (ปัจจุบัน) โดนขโมยไปเมื่อเดือนที่แล้ว อารมณ์ (ปัจจุบัน) หดหู่ ซึมเซา เศร้าหมอง ไปทันทีด้วยความเสียดาย แล้วเริ่มคร่ำครวญ รำพึงรำพัน เสียอกเสียใจใหม่อีกครั้งในปัจจุบัน
แฟนทิ้งไปหลายปีแล้ว คิดทีไร ทุกข์ทุกที
นั่น คือ ปรุงใหม่ทุกวัน ทุกข์ทุกวัน แล้วไปโทษว่ามันลืมอดีตไมได้ ลบอดีตไม่ได้ หารู้ไม่ว่า ท่านทำปัจจุบันให้มันเป็นทุกข์เอง ด้วยความไม่รู้ ไม่เห็นความสำคัญของปัจจุบันขณะ ที่ควรแต่จะอยู่กับสิ่งที่กระทบ ณ เดี๋ยวนี้ ขณะนี้เท่านั้น แค่ปัจจุบัน ก็มากมายเกินพอแล้ว เพราะจะมีสิ่งมากระทบ มาให้เรียน มาให้วางอย่างมากมายแล้ว
อย่าไป เยื่อใย อย่าไปรื้อฟื้น อย่าไปเอื้ออาทรข้อความเดิมๆ ความรู้สึกเดิมๆ ความจำเดิมๆมาเป็นเชื้อ เพื่อให้มันปรุงวันนี้ในข้อความเดิมๆ ที่เคยผ่านมมาใหม่เมื่อหลายปี หลายเดือน หลายวัน หลายชั่วโมง เหล่านั้นเลย เพราะมันปรุงเดี๋ยวนี้ จึงทุกข์เดี๋ยวนี้ ทุกข์ขณะนี้ ทุกข์วันนี้
นี่ คือทุกข์ปัจจุบัน ที่หลายท่านไม่รู้ ยังไม่เข้าใจ ยังยึดเกาะอยู่ ยังห่วงหาอาทรกันอยู่ โดยแทบไม่รู้ว่ากำลังทิ่มแทงตัวเองในทุกเวลา ทุกนาที ทุกขณะจิตนั่นเอง และเป็นทุกข์ฟรีเสียด้วยสิ
ความจริงสิ่งทั้ง หลายที่มันปรุงแต่งขณะใด มันจบไปในขณะนั้น จบไปตั้งนานแล้ว มันผ่านไปตั้งนานแล้ว มันดับไปตั้งนานแล้ว แต่เพราะกลไกของขันธ์ห้ามันนำมาปรุงแต่งใหม่เอง เมื่อกระทบสิ่งนั้นสัญญามันก็ปรุงใหม่ โดยใช้รากเดิม สังขารความคิดก็ปรุงใหม่ แต่ในข้อความเดิม อารมณ์มันก็ต้องปรุงใหม่ แต่ให้อารมณ์แบบเดิม แล้วเราก็ไปอุปาทานว่ามันเป็นของเดิม เป็นของที่เคยเกิดขึ้นแล้วมีผลกับเราเหมือนเดิม ถ้าทุกข์ก็เหมือนทุกข์เช่นเดิม ถ้าสุขก็เหมือนสุขอย่างเดิมนั่นเอง แต่ความเป็นจริงมันปรุงใหม่ทั้งหมด ในวินาทีนี้ ในปัจจุบันขณะนี้ ทั้งในความคิดความรู้สึก ความจำ (ความจำมันก็ส่งขึ้นมาในปัจจุบัน ไม่ใช่ส่งมาตั้งนานแล้วเพิ่งนึกได้ ทุกอย่างทำพร้อมกันในปัจจุบันขณะ)
มัน คือปัจจุบันทั้งหมดไม่ว่าจะคิดเรื่องในอดีต เนื้อเรื่อง ข้อความ เป็นข้อความที่เคยเจอมาแล้ว แต่ตอนปรุงแต่ง ตอนคิด กลับคิดในปัจจุบันนี้ ในตอนนี้ ในเดี๋ยวนี้ แล้วพอผ่านไปมันก็หายไป ปรุงใหม่อีกต่อเนื่องกันไปอย่างนี้
แต่เพราะมันต่อเนื่องกันเป็นสาย ยาว เป็นกระแสที่ไหลไปอย่างต่อเนื่อง มันจึงดูเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน มันเหมือนทุกข์ต่อเนื่อง มันเหมือนสุขต่อเนื่อง แต่ไม่ใช่เลย วินาทีนี้มีความสุข อีกวินาทีก็สุข อีกวินาทีสุขน้อยลง อีกวินาทีสุขน้อยลงอีก มันลดลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายมันจะสุขเหมือนครั้งแรกไม่ได้ มันไม่สุขเท่าเดิมแล้ว เพราะการปรุงใหม่มันสุขน้อยลงนั่นเอง
ดังนั้น ที่กล่าวว่าอนิจจัง คือความไม่เที่ยง มันเกิดขึ้น มันตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไป หมุนเวียนไปตลอดเวลา มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันเกิดดับตลอดเวลา ทุกขณะจิต กระแสมันจะไหลไปตลอดเวลา ไม่เคยย้อนเอาของเก่ามาใช้ใหม่ได้เลย ไม่เคยเอาของเก่ามาคิดใหม่ได้เลย ยกเว้นปรุงใหม่ในปัจจุบัน แต่ข้อความเหมือนกัน ประโยคเดียวกันกับเมื่อวานนั่นเอง
ดังนั้น คิดถึงอดีต ก็คิดอยู่ในหัวของเราในปัจจุบันนี้ แต่เป็นข้อความหรือประโยคที่เคยผ่านมาแล้วตามสัญญาที่บันทึกไว้ คิดถึงอนาคตก็คิดในปัจจุบันนี้เช่นกัน แต่ข้อความหรือสิ่งที่ปรุงแต่งนั้น อาจเป็นประโยคที่มากจากจินตนาการ การคาดคะเนเป็นส่วนใหญ่ เพราะยังไม่มีการบันทึกไว้ของสัญญานั่นเอง
ทีนี้เราเลยมาดักรอตรง ปัจจุบันนั่นแหละดีที่สุด ถูกสุด และตรงสุดแล้ว อ๋อ.. ตอนนี้ ปัจจุบันนี้ มันกำลังคิดถึงข้อความของอดีต อ๋อ.. ตอนนี้ ปัจจุบันนี้ มันคาดคะเนในอนาคต มันปรุงแต่งกันใหญ่ในสไตล์จินตนาการแล้วมันก็สุขในปัจจุบันตามจินตนาการนั้น
ถ้า มีสติรู้เท่าทันขันธ์ห้า ก็จะเห็นว่าแต่ละวันมันคิดไปข้างหน้า ย้อนมาข้างหลัง คิดเรื่องเมื่อวาน คิดไปต่างๆนานา ดูเหมือนว่าไม่ได้อยู่กับปัจจุบันเลย
แต่นั่นแหละ คุณกำลังอยู่กับปัจจุบัน ที่มันกำลังฟุ้งซ่านไปในเรื่องที่ผ่านมา ในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ในเรื่องหลากหลายที่ประดังเข้ามาในความคิด ความรู้สึกที่กำลังปรุง ณ ปัจจุบันนี้
ดังนั้น การวิปัสสนา จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องปฏิบัติให้รู้แจ้ง ให้เห็นจริง ในปัจจุบัน ประกอบกับต้องมีสติอย่างยิ่ง มีสติรู้เท่าทันการปรุงแต่งของขันธ์ห้าตลอดเวลา เพื่อที่จะรู้เท่าทันว่า มันกำลังทำอะไรในปัจจุบันขณะ หากมีสติรู้เท่าทันขันธ์ห้าว่ากำลังทำอะไร กำลังคิดอะไร กำลังมีอารมณ์อย่างไรในปัจจุบันขณะ จะได้ตัดตอนการปรุงแต่ง ที่จะนำพาไปหาข้อความอดีต จินตนาการอนาคต แล้วหลอกให้เรามาทุกข์ในปัจจุบัน
หาก คิดถึงอดีต คิดถึงอนาคตในขณะปัจจุบัน แล้วมีสติรู้เท่าทัน ก็จะไม่มีการปรุงแต่งให้เกิดทุกข์ ก็สามารถทำได้ แต่ให้รู้เท่าทันว่า ขันธ์ห้ามันกำลังคิดเรื่องเตรียมงานของพรุ่งนี้ คิดถึงการนัดหมายในวันพรุ่งนี้ คิดถึงเพื่อนเก่าที่มาหาเมื่อวาน แต่มันคิดในปัจจุบันนี้
มันก็จะไม่ไปยึด ไปคาดหวัง ไปเสียดาย ในเรื่องทั้งหลายที่ผ่านมา หรือยังไม่มาถึง มันจะคิดในปัจจุบัน แล้ววางในปัจจุบัน รอเมื่อถึงปัจจุบันที่จะมาถึงตอนไหน ก็ค่อยจัดการตามความเหมาะสมในปัจจุบันขณะในตอนนั้น
มันจึงไม่มี อดีต ปัจจุบัน อนาคต
มีแต่ ปัจจุบัน ปัจจุบัน ปัจจุบัน
ถ้า อยู่กับปัจจุบัน รู้เท่าทันขันธ์ห้าในปัจจุบัน ก็จะเห็นอดีต เห็นอนาคตในปัจจุบันนี้แน่นอน ก็พอจะเปิดมุมมอง ให้เห็นความเป็นปัจจุบันกันได้มากขึ้น
เพราะปัจจุบันสำคัญที่สุด อดีต อนาคต ไม่มีสำคัญ เพราะมันไม่ได้มีจริง
ถ้าเห็นได้ ปล่อยวางได้ ก็ดับทุกข์ได้ในปัจจุบัน
ขอให้ทุกท่าน มีสติ รู้เท่าทันปัจจุบันขณะ ของขันธ์ห้าของท่าน ในทุกๆขันธ์ด้วยเทอญ
ความลับของตัวตน
...เมื่อไปคิดถึงอดีต และอนาคต จะไม่มีวันรู้สึกต่อปัจจุบัน
เมื่อรู้สึกต่อปัจจุบัน จะไม่มีความรู้สึกเป็น “ตัวตน”…
จากหนังสือธรรมะ ฝนประปราย
“คือ ไม่มีตัวตน ตั้งแต่ผู้คิด ผู้ทำ และผู้รับผล (บุญ) ที่ทำ จึงเป็นการกระทำที่ว่างจากผู้กระทำนั่นเอง จึงไม่ต้องไปเวียนเกิด เพื่อไปรับบุญที่ทำในครั้งนี้อีก”
โดยธรรมชาติแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมไม่ได้เป็นตัวใครของใคร เป็นธรรมชาติล้วนๆที่มาประชุมรวมกัน แล้วเกิดการอุปาทานในขันธ์ห้าว่าเป็นตัวเราของเรา
ดังนั้น ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ย่อมต้องทำความเข้าใจในข้อความนี้ให้ถูกต้อง ให้เห็นจริง และเพียรเพื่อที่จะปฏิบัติให้เห็นกลไกการปรุงแต่งของขันธ์ห้า ที่มันปรุงแต่งเองตามเหตุปัจจัยที่มากระทบ แล้วไม่ให้อุปาทานไปเกาะ รับว่าเป็นตัวเราของเรา
ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย พึงระลึกอยู่เสมอว่า ร่างกายนี้ ความคิด ความรู้สึก อารมณ์เหล่านี้ ที่เกิดขึ้นภายในขันธ์ห้านี้ เป็นการปรุงแต่งของธรรมชาติ ไม่ได้มีตัวใครของใคร จึงไม่สามารถบังคับบัญชาให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ตามต้องการ

แม้ ภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านยังต้องออกธุดงค์ ปลีกวิเวก เพื่อที่จะไปพิจารณาขันธ์ห้าตามความเป็นจริง ให้เห็นการปรุงแต่ง ให้เห็นการเกิดดับของขันธ์ห้า ให้เห็นจริงว่าขันธ์ห้าทั้งหลายไม่ได้เป็นตัวตน ไม่ได้เป็นตัวใคร ความคิดทั้งหลายก็สักแต่ว่าคิด อารมณ์ทั้งหลายก็สักแต่ว่าอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ก็เพียรเพื่อเห็นการเกิดดับ เห็นความเป็นเช่นนั้นเองของทุกสรรพสิ่งที่รวมกันขึ้นมา จนเห็นเหมือนว่ามีตัวคน ตัวสัตว์ ตัวเรา ตัวเขา นั่นเอง
นี่คือการปฏิบัติที่เป็นแก่น ของพระธรรมคำสั่งสอน
ดัง นั้น เราก็ต้องเพียรเพื่อที่จะพิจารณาเนืองๆว่า ความคิดนี้ สักแต่ว่าคิด จะคิดอะไร จะฟุ้งซ่านมากน้อยแค่ไหน ก็อย่าตามความคิดไป ให้มีสติเห็นความคิดเหล่านั้น ว่ามันไม่ได้เป็นตัวตนของตน สักแต่ว่าคิดไปตามเหตุปัจจัยที่มากระทบ อย่าไปให้ความสำคัญมากนัก เพราะไม่อย่างนั้น จะพาแต่คิดไปหาเหตุแห่งทุกข์อยู่เรื่อย
การ เห็นนี้สักแต่ว่าเห็น เพราะอายตนะมันทำหน้าที่รับภาพ รับเสียง รับสิ่งต่างๆเข้ามาเพื่อให้ขันธ์ห้า ขันธ์อื่นๆรับช่วงต่อ ทำหน้าที่ปรุงแต่งต่อไป ทางธรรมะจึงบอกว่า เห็นสักแต่ว่าเห็น อย่าได้นำมันมาปรุงแต่ง เพราะมันไม่ได้มีความสำคัญพอที่จะทำให้เราต้องไปสุขทุกข์กับมัน
ความ จำนี้สักแต่ว่าจำได้ ก็มันเคยบันทึกไว้ มันก็ส่งออกมาแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดา มันไม่ใช่ว่าเราจำเก่ง เราจำแม่น เราดีกว่าเขา เพราะจำได้ดีกว่าเขา พออายุมาก ก็ลืมเลือนพอกัน เพราะมันไม่ใช่ของใคร มันก็เสื่อมถอยไปตามกลไกธรรมชาติ
หรือแม้ ว่าร่างกาย การเปลี่ยนแปลงก็แปรปรวนไปเรื่อย เซลล์เปลี่ยนแปลง แปรปรวน ถ้าจะไปยึดเกาะสิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมเป็นทุกข์ได้ตลอดเวลา
ดัง นั้น การเปลี่ยนแปลง การไหลไปของกระแสธรรมชาติ มันไหลไปตลอดเวลา ไม่ได้เป็นของใครแม้แต่น้อยนิด เพียงแต่ถ้าใครอุปาทานว่าสิ่งนี้ ความคิดนี้ ความจำนี้ อารมณ์นี้เป็นของเรา เขาก็ต้องรับสิ่งที่ขันธ์ห้ามันปรุงหลากหลายอารมณ์เหล่านั้น ว่าเป็นของเขาไปด้วย เท่ากับไปปั้นอุปาทาน ไปปั้นสิ่งที่เป็นความว่างให้มีตัวตนขึ้นมา
แล้วมันก็เป็นกลไก ธรรมชาติ เมื่อมีตัวตน มีตัวเราผู้กระทำ ก็ย่อมมีการบันทึกผลของกรรมนั้นๆไว้ให้ตัวตนของผู้กระทำ จึงต้องมีการรับผลของการกระทำนั้นๆที่บันทึกไว้ เพื่อชดใช้ทั้งกรรมดี กรรมชั่ว
จึงยังต้องเวียนเกิดเวียนตาย ใช้บุญใช้กรรมกันต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
นั่นคือ เมื่อมีตัวตนผู้กระทำ จึงมีตัวตนของผู้รับกรรม ก็มีการบันทึกวิบากต่างๆเก็บไว้ให้ตัวตนของผู้กระทำนั่นเอง
ต้องชดใช้กันไปไม่มีที่สิ้นสุด ต้องเวียนเกิดเวียนตายเพื่อมาชดใช้วิบากเหล่านั้น

ต้อง มาเกิดเป็นเศรษฐี เป็นผู้ใจบุญ เพราะสร้างวิบากดีไว้เยอะ แม้จะไม่อยากเกิด อยากไปนิพพาน แต่มีตัวผู้ทำบุญก็ต้องมารับบุญ ไปนิพพานยังไม่ได้ เพราะยังมีตัวตนผู้ทำบุญอยู่
กฎแห่งกรรม ก็ต้องเก็บบุญไว้ให้ตัวผู้ทำกรรมดีนั้น มารับไป

ต้อง เกิดมาเป็นยาจก มาเป็นผู้ร้าย เพราะสร้างวิบากไม่ดีไว้เยอะ ต้องมาชดใช้เวียนไปไม่มีที่สิ้นสุด เพราะยังมีตัวตนผู้รับวิบากไม่ดีอยู่
ถ้า ยังไม่เห็นว่า ทุกอย่างล้วนเป็นของธรรมชาติ ไม่ได้มีตัวตน ไม่ได้มีตัวใคร ของใคร ที่ควรจะต้องไปเกาะ ไปยึด ไปบังคับบัญชา แล้วถอยออกมาดูการปรุงแต่งของแต่ละขันธ์ด้วยความเข้าใจ จะทำสิ่งใดก็มีสติรู้เห็นการกระทำนั้นๆว่าเป็นการสมควรเพียงใด เหมาะสมเพียงใด แล้วทำไปตามเหตุปัจจัยที่ควรกระทำ แล้วไม่ไปยึดเอาธรรมชาติขณะที่กระทำนั้น ว่าเป็นเราผู้กระทำ เราผู้ช่วยเหลือ เราผู้ให้ เราผู้ไม่ให้ เราผู้ทำอย่างนี้ อย่างนั้น
ไม่ รับทั้งบุญ และบาป ไม่มีทั้งเขาและเรา ไม่ได้มีใครให้ใคร มีแต่การช่วยเหลือกันไปของธรรมชาติกับธรรมชาติเท่านั้น มันจึงไม่ได้มีใครทุกข์ มีใครสุข เพราะอยู่เหนือขันธ์ห้า อยู่เหนืออารมณ์ปรุงแต่งสุขทุกข์ทั้งหลาย
มองเห็นว่ามันเป็นสักแต่ว่าสุข ทุกข์ในอารมณ์ ในความรู้สึกเท่านั้น
ถ้ายังเกาะเกี่ยว มีตัวผู้ทำ ผู้ให้ ผู้รับ ผู้ทำดี ผู้ทำชั่วอยู่ล่ะก็
ยังต้องเวียนอยู่ในวัฏสงสาร ออกไม่ได้แน่นอน

เหมือน เช่นพระอรหันต์ พระองคุลิมาล ถ้าท่านยังไม่บรรลุธรรม ที่ได้รับฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วนั้น ท่านต้องชดใช้กรรมอีกเท่าไร กว่าที่ท่านจะใช้ได้หมดในการฆ่าคนจำนวนมหาศาลเหล่านั้น
แต่เพราะ ท่านได้มารู้ความจริงที่เป็นกฎของธรรมชาติ เป็นสิ่งที่คนทั่วไปรู้ได้ยาก ท่านเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ได้เป็นตัวตน ไม่ได้เป็นตัวใครของใคร เป็นเพียงธรรมชาติ แต่ด้วยความไม่รู้จึงทำสิ่งที่ผิดจากหลักธรรมชาติ ไปยึดมั่นถือมั่นในอัตตาตัวตน จึงต้องมีตัวเรา ทำร้ายตัวเรา จึงต้องรับกรรม วิบากกรรมมาเป็นของเรา
แต่เมื่อรู้เห็น รู้ความจริง ท่านจึงออกจากตัวตน ออกจากอุปาทานขันธ์ห้า ท่านจึงอยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ เหนือกรรม วิบากกรรม คือบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ไม่ต้องเกิดมาเพื่อใช้กรรมอีก
แต่ขันธ์ห้า ที่เคยยึด เคยคิดว่าเป็นตัวตน มันก็ยังต้องรับกรรมของมัน กรรมของขันธ์ห้า ถูกขว้างปาทุบตี ถูกทำร้ายด้วยความอาฆาตจากชาวบ้าน พระองคุลิมาลท่านก็ไม่ทุกข์ ก็ขันธ์ห้าชดใช้ไป ก็ทุบตีไป ขันธ์ห้าก็ใช้กรรมไป เมื่อสิ้นขันธ์ห้า ก็แยกย้ายจากกันไป ไม่ต้องกลับมารวมกันเป็นขันธ์ห้า เพื่อเกิดใหม่อีกนั่นเอง
จะเห็น ได้ว่า จุดแก่นจริงๆก็คือ ให้เห็นความเป็นจริงของขันธ์ห้า ให้เห็นความเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติ ว่ามันไม่ได้เป็นตัวตน ไม่ได้มีตัวใคร เป็นเพียงอุปาทานขันธ์ห้าเท่านั้น ที่มันยึดเหนี่ยวเอาไว้
ดัง นั้น การหลุดพ้น จึงหลุดพ้นจากอุปาทานขันธ์ห้า ที่มันปรุงแต่งแล้วหลอกล่อให้ยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น ถ้าเห็นตามจริง และมีสติอยู่ในปัจจุบันขณะ ก็จะเห็นว่ามันไม่ได้เป็นตัวตนของตนจริงๆ
แต่ ถึงพูด ถึงบอกยังไง มันก็ไม่เห็น เพราะมันเข้าใจไม่ได้ ยังไปไม่ถึง ยังวนอยู่ในขันธ์ห้ากันอยู่ เกาะติดอยู่ในขันธ์ห้า ไม่เคยคิดที่จะแยกออกมาดูมันทำงานกันเองเลยสักครั้ง ไม่เคยที่จะฉุกใจสักนิดว่ามันไม่ได้มีใคร ไม่ได้มีตัวตนของตนใดๆอยู่ในขันธ์ห้าเลย
การจะอยู่เหนือขันธ์ห้า มันจึงเป็นเรื่องที่เกินวิสัยจะคิดได้ แล้วจะไปโทษใคร ไปโทษอะไร เพราะเราไม่เข้าใจเอง เราจึงยังสุข ยังทุกข์กันอยู่เอง
ถึงเวลา หรือยัง ที่จะมีความเห็นให้ถูกต้อง ให้เข้าถึงแก่นของธรรมชาติ เข้าถึงแก่นของธรรม เพื่อออกจากสังสารวัฏอันยาวนานกันเสียที...
....
ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ชุดที่ 3
บรรยายโดย อาจารย์สุดใจ ชื่นสำนวน
รู้จักขันธ์ห้าตามความเป็นจริง
ใน หลายวันที่ผ่านมา มีเสียงโทรศัพท์ดังแทบจะไม่ขาดสาย มีการสนทนากับหลายท่าน หลายบุคคล เป็นการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยวาง วิธีการดูขันธ์ห้า อุบายธรรมที่จะลด ละ อัตตาตัวตน จากการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้าเสียเป็นส่วนใหญ่
มีการอธิบาย มีการขยายความ มีการตอบคำถามอย่างต่อเนื่อง และก็เป็นที่น่ายินดีที่หลายท่านมีความเข้าใจ และมีการปล่อยวางมากขึ้น ความทุกข์จึงน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
ในบางส่วน หลายบุคคลที่ได้เข้ามาศึกษาใหม่ในช่วงหลังๆ เพราะมาสนใจ เข้ามาอ่านใหม่ ก็มีจำนวนมาก
ระบบ ได้สอบถามความเข้าใจเป็นพื้นฐานของแต่ละท่านก่อน ก่อนที่จะชี้แนะวิธีการตามจริตของแต่ละคนให้ และมีหลายท่านที่ระบบให้กลับไปอ่านข้อความการรู้จักกลไกการทำงานของขันธ์ห้า ในพื้นฐานก่อน ซึ่งเป็นการอธิบายให้เห็นความเป็นเช่นนั้นเองของขันธ์ห้าในมุมมองของ ธรรมชาติ เพื่อทำความเข้าใจก่อน
เมื่อ อ่านแล้วมีความเข้าใจ มีการอยากจะให้อธิบายเพิ่มเติม ระบบก็จะอธิบายในวิธีการปล่อยวางให้มากขึ้นไปอีกได้ คือเพิ่มเติมจากพื้นฐานความเข้าใจเดิมต่อขึ้นไปนั่นเอง
หลายๆท่านต้องไปค้นหาข้อความเหล่านี้มาอ่าน มาศึกษา และหลายท่านมีความเข้าใจในกลไกของธรรมชาติมากขึ้น จึงได้มีการอธิบายเพิ่มความเข้าใจเข้าไปอีก และสามารถปฏิบัติได้ ละวางได้ เป็นความเป็นเช่นนั้นเองของขันธ์ห้าได้อย่างเร็วเลยทีเดียว และความทุกข์ที่เคยเกาะกินเพราะความรู้ไม่เท่าทันขันธ์ห้า ก็พลอยกินได้ยากไปด้วย
วันนี้ พี่สุดใจ ก็จะขอนำข้อความพื้นฐานที่จำเป็นมาให้อ่านกันสักนิด เพราะหลายท่านสามารถเข้าใจ ในความหมาย ในคำพูด ในการอธิบายแบบง่ายๆนี้ได้ โดยไม่มีความซับซ้อนให้ต้องไปตีความกันอีก
บางท่านที่ยังไม่เคยได้อ่านมาก่อน ก็ลองมาอ่านเพื่อทำความเข้าใจก่อน ท่านอาจจะได้แนวทางการปล่อยวาง จากข้อความเหล่านี้ก็เป็นได้
ขออนุโมทนากับทุกท่านค่ะ
..................
โลกนี้...ก็คือละครโรงใหญ่
โลก นี้...ก็คือละครโรงใหญ่ ในกลไกของธรรมชาติ มีกรรม วิบากกรรม เป็นผู้คัดเลือก ให้แต่ละท่านมาเล่นตามบทนั้นๆอย่างเหมาะสม ถ้าเลือกได้ ก็คงมีแต่คนอยากเกิดมาในกองเงินกองทอง เกิดมาสวย รวยทรัพย์ เกิดมาสุขสบายกันทั้งนั้น ไม่มีใครอยากเลือกเกิดมาลำบาก เกิดมายากจน เกิดมาพิกลพิการ
แต่.... เพราะไม่มีใครเลือกเกิดได้....ตามอำเภอใจตนเอง ด้วยวิบากกรรมต่าง ๆ ที่ทำไปด้วยความไม่รู้ เป็นผู้จัดสรรให้มาเล่นบทนั้นๆ
ถ้ายังออกจากกรรม วิบากกรรมของแต่ละคนไม่ได้ ก็ยังคงต้องมาเล่นบทบาทต่าง ๆ มากมาย ทั้งบทพ่อ แม่ ลูก ผู้ชาย ผู้หญิง พี่ ป้า น้า อา คนรวย คนจน เจ้านาย ลูกน้อง สวมหัวโขนด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ และเล่นกันต่อไป หลายภพ หลายชาติ จนนับไม่ถ้วน ด้วยการวนเวียนมาเกิด มาแก่ มาเจ็บ มาตาย ในโรงละครนี้
แม้วันนี้ จะเลือกเกิดไม่ได้
แต่เลือกที่จะ...."ไม่เกิด"...ได้ ..... ถ้าเข้าถึงกลไกของธรรมชาติ
คือ เลือกได้.... ที่จะไม่เกิดอีก เลือกที่จะไม่มาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารอีก
พระพุทธองค์ ท่านพบหนทางของการหลุดพ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ท่านเข้าถึงกลไกของธรรมชาติเหล่านั้น ค้นพบทางที่ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว จึงชี้ทาง บอกทางให้กับผู้ที่มืดบอดด้วยอวิชชา ได้รับรู้ และดำเนินตามท่านเพื่อหลุดพ้นจากสังสารวัฏอันยาวนาน
พระอรหันตสาวกทั้งหลาย ดำเนินตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน ชี้ทาง และหลุดพ้นจากอวิชชา พ้นจากอุปาทานทั้งหลาย ไม่ต้องมาเวียนเกิดเวียนตายเช่นกัน
แม้ผู้ที่เป็นสาวกของพระพุทธองค์ ดำเนินตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ มีการไตร่ตรองในธรรมนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นอุบาสก อุบาสิกา หรือบุคคลใดๆก็ตาม ก็สามารถเข้าถึงกฎสัจธรรมนี้ได้ หากมีปัญญาเห็นธรรม หรือเห็นจริงในธรรมชาติเหล่านั้น และหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้เช่นกัน
ดังนั้น จึงต้องพุ่งเป้าไปที่ขันธ์ห้าของตนเองเป็นหลัก เพื่อเรียนรู้ให้เชี่ยวชาญในการดับทุกข์ในขันธ์ห้า หมั่นพิจารณาให้เห็นความเป็นเช่นนั้นเองของทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติ ที่มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา
มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ เพราะมันทนอยู่อย่างเดิมไม่ได้ มันต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และมันก็ไม่ได้เป็นตัวใครของใครทั้งสิ้น มันจึงบังคับบัญชาไม่ได้ เป็นธรรมชาติที่ปรุงแต่งตามเหตุปัจจัยนั่นเอง
หากเชี่ยวชาญในการดับทุกข์ในขันธ์ห้า และออกจากอุปาทานทุกข์เหล่านั้นได้
ถือว่าท่านเชี่ยวชาญทุกสาขา
ทางโลก
ผู้ที่เก่งทางเคมี ท่านก็คือผู้เชี่ยวชาญทางเคมี
ถ้าท่านเก่งทางคอมพิวเตอร์ ท่านก็คือผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์
ถ้าท่านเก่งทางการแพทย์ ท่านก็คือผู้เชี่ยวชาญทางแพทย์
ถ้าท่านเก่งทางวิศวกรรมสาขาใดๆ ท่านก็คือผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ
แต่ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ก็ยังคงทุกข์อยู่ ยังคงดิ้นรนเพื่อให้ออกจากทุกข์อยู่ นั่นแสดงว่า ท่านเชี่ยวชาญสาขาไหนไม่สำคัญ แต่ท่านก็ยังคงทุกข์อยู่ ยังคงหาทางดับทุกข์อยู่
แต่ถ้าท่านเชี่ยวชาญในการดับทุกข์ ในการละจากอุปาทานขันธ์ห้า ต้นตอของความทุกข์ และท่านสามารถดับทุกข์ได้ในขันธ์ห้าของท่านเอง
นั่นหมายถึงว่า ท่านเชี่ยวชาญทุกสาขา
เพราะผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆทั้งหลาย สุดท้ายก็ต้องมาออกตรงทางเดียวกัน
ก็คือหาทางดับทุกข์ เพื่อออกจากทุกข์ นั่นเอง
เพราะฉะนั้น อริยสัจ 4 ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ จึงมุ่งหมายในเรื่องของ ทุกข์ กับการดับทุกข์ เท่านั้น
1. ทุกข์
2. สมุทัย คือเหตุให้ทุกข์เกิด
3. นิโรธคือความดับทุกข์
4. มรรค คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
พระพุทธองค์ตรัสแต่เรื่องของทุกข์ กับการดับทุกข์ ไม่ได้ตรัสเรื่องความสุขเลย ดังนั้นความสุขจริง ๆ จึงไม่มี มีแต่ทุกข์มาก กับทุกข์น้อย เท่านั้น
ทุกข์น้อย มองเห็นได้ยาก จนมองไม่เห็นว่านี่คือความทุกข์ ต้องใช้ระยะเวลานานหน่อยจึงเห็น เลยไปคิดว่า...เป็นความสุข
เหมือนไปเที่ยว ไปร้องเพลงคาราโอเกะ เหมือนไปพักผ่อน ไปสนุกสนาน ไปมีความสุข
แต่ พอเหนื่อย เดินเที่ยวเหนื่อย ร้อน อยากกลับบ้าน จากความสุขเมื่อตอนไปเที่ยว กลับเป็นความทุกข์ ด้วยความเบื่อหน่าย อยากกลับแล้วคนอื่นยังไม่กลับ จึงต้องทนรอด้วยความทุกข์นั่นเอง
หรือ ร้องคาราโอเกะอย่างสนุกสนาน พอร้องไปสัก 3 ชั่วโมง แล้วเริ่มเหนื่อย อยากหยุด อยากพัก เริ่มไม่สนุกเหมือนเมื่อก่อนมาแล้ว แต่ถ้าเขาบอกว่า ให้ร้องเพลงอยู่อย่างนั้น ห้ามหยุด ตลอดทั้งคืน ห้ามเลิก ก็จะเริ่มทุกข์แล้ว เพราะเหนื่อย เพราะง่วง อยากหยุด อยากเลิก แล้วเขาไม่ให้เลิก การร้องเพลงนั้น จะกลายเป็นร้องเพลงด้วยความทุกข์ทันที ร้องไปเบื่อไป เมื่อไรจะให้หยุด เมื่อไรจะให้พอ นั่นคือ มีความทุกข์แฝงอยู่แต่แรกแล้ว แต่มันยังไม่เห็น แต่พอเริ่มนาน ความทุกข์เริ่มปรากฏ เริ่มเห็น เริ่มทนไม่ได้ คราวนี้ ก็ต้องเริ่มหาวิชาดับทุกข์มาใช้
ทาน อาหารอร่อย เหมือนมีความสุข แต่พออิ่มแล้ว เขาบอกต้องทานอีก ต้องให้หมดจาน ต้องให้หมดหม้อ… เริ่มจะมีความทุกข์แล้ว พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว ความทุกข์เริ่มปรากฏ
ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่าสุข มันไม่มี มีแต่ทุกข์ กับปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์
นี่เป็นเพียงรูปขันธ์ที่เกี่ยวเนื่องส่งไปในขันธ์ห้านะ
แล้วอื่นๆอีกมากมายรอบตัว จึงมีแต่ทุกข์ ทุกข์ ทุกข์ ทุกข์ ที่มองไม่เห็น ด้วยไม่มีปัญญามองเห็นนั่นเอง
พระพุทธองค์ตรัสรู้ แล้วเห็นทุกข์ เห็นโทษภัยในวัฏฏสงสารแล้ว ท่านจึงตรัสสอน
ว่า มีแต่ทุกข์ กับการดับทุกข์เท่านั้น และมูลเหตุแห่งทุกข์ ก็คือความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า อุปาทานว่าเป็นตัวตน ของตน นั่นแหละเป็นเหตุแห่งทุกข์ ดังนั้น หากจะออกจากทุกข์ ก็ต้องเชี่ยวชาญในการดับทุกข์ ที่เกิดขึ้นในขันธ์ห้าของท่าน ถ้าท่านเชี่ยวชาญในการดับทุกข์ ถือว่า ท่านเชี่ยวชาญทุกสาขา ดังบทความในหนังสือธรรมะ ฝนประปราย ที่กล่าวว่า
เกิดมาทำไม?
ในโลกนี้มีวิชาความรู้หลายสาขา
ใครรู้แจ่มแจ้งสาขาใด ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น
แต่ผู้ใดรู้แจ่มแจ้งเรื่องความดับทุกข์
ผู้นั้นชื่อว่า เชี่ยวชาญทุกสาขา
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ MOUNTAIN
ชีวิตมนุษย์บนดาวเคราะห์โลก เปรียบเสมือนตัวละครที่โลดแล่น เล่นไปตามบท มีโลกเป็นโรงละคร ผู้กำกับทำบทไว้แล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ นี้ ฉากละครถูกเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก เพื่อให้เห็นอนิจจัง ความไม่เที่ยง บทเรียนชีวิตแต่ละบท เป็นเพียงบทละคร ที่มนุษย์ต้องเล่น ไปตามจริต ตามวิบากกรรม และผลสุดท้าย ก็ไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่ตัวตนที่เคยยึดมั่นถือมั่น
บทละครตอนอวสาน ของภาพยนตร์เรื่องชีวิตมนุษย์โลก ทุกชีวิตรู้อยู่แก่ใจ สะสมกันไปทำไม ชีวิตดำเนินอยู่เพียงเพื่อประคองชีวิต แล้วใช้ชีวิต ด้วยความไม่ประมาท ระลึกรู้อยู่เสมอว่า
ฉากสุดท้ายของชีวิตทุกชีวิตต้องล้มตายกลายเป็นปุ๋ย มันเป็นสัจธรรม ที่แน่นอน ไม่มีวันตาย ทุกชาติศาสนา ต้องพบเจอเหมือนกันหมด เมื่อจิตออกจากร่าง(ธาตุสี่ ขันธ์ห้า) ก็ยังคงต้องไปจับร่าง อื่นเพื่อยึดเกาะไว้ รอวันหลุดพ้นได้จริงในที่สุด
จิตที่บางเบา โปร่ง โล่ง สบาย แม้จะเกิดอีก ก็จะได้รับสภาวะจิตเช่นนี้ เพื่อกระทำให้ถึงซึ่งความไม่เกิด คือไม่มีสภาวะของการยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ห้า
ตรงกันข้ามกับจิต ที่ยังหนัก เพราะการยึด ไม่ยอมวาง ย่อมพาให้จมดิ่งลงสู่เบื้องล่าง ยิ่งไม่มีกุศลนำพา ทิศทางที่ไปก็คืออบายภูมินั่นเอง
อบายภูมิ น่ากลัวยิ่งนัก ภัยพิบัติธรรมชาติ เป็นเศษเสี้ยวของความน่ากลัวเท่านั้น
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านเหมือนเช่นเคยครับ..
…..
...ขอ อนุโมทนากับอาจารย์เม้าท์อย่างยิ่งค่ะ กับข้อความเตือนสติข้างต้นที่ได้กล่าวมานี้ บางข้อความ หลายท่านอาจเคยได้ยินได้ฟังมาก่อนแล้ว แต่ปฏิบัติอย่างไร ก็ยังเบาบางจางคลายจากการยึดมั่นถือมั่นไม่ได้สักที เพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง เริ่มตรงไหน นั่นเป็นเพราะว่า เรายังหาปมที่มันล็อคไว้ไม่เจอ
เหมือนเชือกเส้นใหญ่ แน่นหนา เริ่มต้นโดยการนำด้ายเส้นเล็กๆหลายๆเส้นมารวมกัน แล้วหมุนจนเป็นเกลียวอัดแน่นจนเป็นเส้นเชือก ยึดเกาะกันเป็นเกลียว แล้วล็อคปมไว้ ถ้าอยากให้เชือกนั้นคลายออก หลุดออกเป็นเส้นเช่นเดิม ก็ต้องหาปมที่ล็อคให้เจอ เมื่อหาเจอแล้ว คลายปมออก แล้วหมุนคลายย้อนกลับไปคนละด้านกับที่ขันเกลียวให้แน่น เส้นด้ายเล็กๆ ก็จะค่อยๆคลายหลุดออกจากกัน คืนเป็นเส้น เส้น เส้น ที่ไม่ใช่เชือกอีกต่อไป
เช่นกัน การยึดก็ย่อมต้องหนัก ยิ่งยึดมาก สะสมมาก ความหนักย่อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะอุปาทานมันไม่รู้จักหยุด ไม่รู้จักพอ มีแต่ต้องสะสมให้มากเข้าไว้ นี่คือกลไกของอุปาทาน
การปล่อย การวาง ก็คือการละอุปาทาน ย่อมเบาบาง จางคลายจากความยึดมั่นถือมั่นไปเรื่อยๆ เพราะสวนทางกับการยึดมั่นถือมั่น
การปล่อยวาง มิใช่การปล่อยปละละเลย แต่เป็นการวางจากภายใน วางด้วยความเข้าใจ คือมีความเข้าใจในกลไกของธรรมชาติ ของกรรม วิบากกรรมของแต่ละคนที่รายรอบอยู่ ว่าเขาต้องถูกต้องตามกรรม วิบากกรรมของเขาเหล่านั้นเช่นกัน
แม้แต่สิ่งของที่มีอยู่ ใช้อยู่ ก็ยังคงใช้ได้เหมือนเดิม มีอยู่เหมือนเดิม แต่อยู่กันด้วยความเข้าใจ ในสิ่งที่มันเป็นอยู่ บางอันแตก บางอันหัก บางอันหาย ก็ไม่ได้ไปฟูมฟายด้วยความหวงแหนเช่นเคย
อุปาทานขันธ์ห้า มันก็มีปมของมันที่ถูกซ่อนอยู่ เมื่อหาเจอ ก็ย่อมคลายจากความยึดมั่นถือมั่นได้ หากใครหาเจอได้ไว ก็เบาบางจางคลายจากทุกข์ได้อย่างรวดเร็ว
ก็เพราะรู้เท่าทัน...อุปาทาน...นั่นเอง
“กฎแห่งกรรม”
กฎแห่งกรรม....ไม่เคยลำเอียง.....ใครทำใครได้
คือ ใครทำอย่างใด ก็จะได้อย่างนั้น
เพราะไม่ว่าใคร...คิดอย่างไร ก็จะได้รับผลนั้นทันทีตามความคิดนั้น ๆ
ทางโลก จึงมีการแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น อาฆาตพยาบาทซึ่งกันและกัน โลกจึงมีแต่ความรุมร้อนด้วยเพลิงโทสะ
แต่ ในทางธรรม....การให้อภัย การให้ความเมตตาซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้บุคคลนั้น ...ไม่ต้องจมอยู่กับความทุกข์... ที่เกิดจากความคิด และอารมณ์นั่นเองเพราะการคิดอาฆาต พยาบาท คิดมุ่งร้าย คิดจะทำลายกัน บุคคลนั้นก็ได้รับผลไปแล้ว ในขณะนั้น
นั่นคือ มีความทุกข์ มีความร้อนรน มีความขุ่นเคือง มีความหนักหนาสาหัสของความมีตัวตนที่หนักอึ้งเกิดขึ้นในขณะนั้น
ณ ขณะนั้น ณ วินาทีนั้น ณ ปัจจุบันนั้น เขาก็มีความทุกข์ของเขาอยู่แล้ว ตามเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งตามธรรมชาติ เพราะเมื่อคิดร้าย สารเคมีประเภทความรุมร้อน ก็หลั่งออกมา อารมณ์ก็ขุ่นมัว ร้อนรน นั่นคือบุคคลนั้นกำลังรับทุกข์อยู่แล้ว แต่มองไม่เห็น คือ มองไม่เห็นทุกข์ - คือยังมองไม่เห็นข้อแรกของอริยสัจ 4 แล้วข้อที่ 2 ข้อที่ 3 ข้อที่ 4 จะมีปัญญาเห็นหรือ?
เพราะต้องเห็นข้อ 1 ก่อน ต้องเห็นว่านี่คือ ทุกข์ รู้ว่ากำลังทุกข์อยู่ ความร้อนรนด้วยไฟโทสะ ความร้อนด้วยเพลิงอาฆาตพยาบาท มันเป็นข่ายทุกข์ มันเป็นความทุกข์ เมื่อเห็นข้อ 1 ว่ากำลังทุกข์อยู่ จึงจะขนขวายหาเหตุแห่งทุกข์ หาทางดับทุกข์ แล้ว ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์นั้น แต่.. ขณะที่กำลังทุกข์ ร้อนรนกันอยู่ จะมีปัญญาพิจารณาหรือไม่ ว่ากำลังปรุงทุกข์ทิ่มแทงตนเองกันอยู่
ในทางธรรมะจึงมีการให้เปลี่ยนความคิด เพื่อจะได้ไม่ต้องไปทุกข์กับอารมณ์เหล่านั้น หากคิดพยาบาท อย่าเลย ให้คิดเมตตากันดีกว่า หากคิดริษยา อย่าเลย ให้มีมุทิตาจิต (พลอยยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี) กันดีกว่า
นี่คือ ทางธรรมะก็มีทางออกให้ มีทางแก้ไขผู้ที่กำลังทุกข์อยู่ ให้เห็นทางออกจากทุกข์ คือมีเมตตากันและกัน มีความเข้าใจ มีการให้อภัย ความร้อนรนด้วยเพลิงโทสะทั้งหลายก็จะกลายเป็นความสงบเย็น
สิ่งที่ได้กล่าวไว้อย่างต่อเนื่องก็คือ การไม่ส่งจิตออกไปนอกตนเอง ไม่ส่งจิตออกไปตัดสินใคร มุ่งเน้นให้เห็นการปรุงแต่งของอุปาทานในขันธ์ห้าของตนเองเท่านั้น มุ่งที่จะพัฒนาความสามารถในการเห็นความว่าง ว่างจากยึดมั่นในอัตตาตัวตน ว่างจากการยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ห้า ที่คิดว่าเป็นตัวตน ของตน
ดังนั้น การไปมองที่ขันธ์ห้าคนอื่น การไปคาดคะเน การไปประเมินปัญญาของคนอื่นนั้น มันเป็นการเห็นผิดตั้งแต่ทีแรก นั่นคือ....มองออกไปไกลจากขันธ์ห้าของตนนั่นเอง
ดังนั้น หากทุกท่านที่ได้ศึกษาธรรมะเพื่อการละวางอัตตาอย่างถ่องแท้ เห็นตามธรรมของพระพุทธองค์ที่กล่าวไว้ ให้พิจารณาว่าขันธ์ห้านี้มิใช่ตัวตน ของตนแล้ว ท่านย่อมไม่ไปชี้ผิด ชี้ถูก กับใครทั้งสิ้น เพราะทุกคนมีวิบากกรรม ที่ติดตัวมากันทั้งนั้น มีสติปัญญา มีการพิจารณาไตร่ตรองด้วยสติสัมปชัญญะ ตามแต่กรรม วิบากกรรมของแต่ละท่านเอง
หากเราลองมองย้อนกลับไป เวลาเราพบคนที่เขายังนับถือต้นไม้ใบหญ้า นับถือก้อนหินก้อนดิน เราจะคิดว่า ทำไมเขาไม่มีปัญญามองเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมันไร้สาระ มันช่วยไม่ได้จริง มันเป็นสิ่งที่ผิด มันไม่ใช่ทางหลุดพ้น แต่คนกลุ่มนั้น เขาย่อมมองเห็นว่าเขาทำถูกต้อง มองเห็นว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดของเขาแล้ว เพราะเขามีปัญญาแค่นั้น มีวิบากอย่างนั้น ต้องเกิดมาอยู่ในถิ่นที่มีความเชื่อแบบนั้น ซึ่งเป็นการยากที่จะไปเปลี่ยนความเชื่อเขาเหล่านั้น
หากท่านเป็นห่วง อยากช่วยเหลือ อยากเปลี่ยนแปลงเขาเหล่านั้น ท่านก็เป็นทุกข์เอง เพราะความทุกข์มันเกิดอยู่ในขันธ์ห้าของท่าน แล้วยื่นออกไป ทั้ง ๆ ที่ไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย
ท่าน จึงต้องใช้ปัญญาเพื่อพิจารณาแล้วปล่อยวาง ให้เห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นเองตามเหตุปัจจัย สติปัญญาของเขามาได้...เท่ากับวิบากของเขาเท่านั้น
หากท่านมองไปยังจุดอื่นๆในปัจจุบัน มีผู้คนหลั่งไหลเข้าไปยังจุดต่าง ๆ มากมาย มีหลากหลายวิธีการปฏิบัติ หลากหลายสำนักมากมาย แต่ละที่ แต่ละแห่ง ก็มีการมุ่งเน้นปฏิบัติเพื่อการออกจากวัฏฏะสงสารทั้งสิ้น แล้วแต่จะเป็นรูปแบบ หรือวิธีใดๆ
นั่นก็มิได้หมายความว่า เขาเหล่านั้นคิดผิดหรือคิดถูก แต่มันถูกต้องตามจริต ตามปัญญา ตามกรรม วิบากกรรมที่ส่งมานั่นเอง
ดัง นั้น อย่าได้ไปมองว่าคนนั้นโง่ คนนี้ฉลาด เราคิดถูก เขาคิดผิด หรือมีมุมมองใดๆ ที่จะทำให้เกิดการเปรียบเทียบขึ้นมา เพราะทุกคน ต้องรับผิดชอบดวงจิตของตนเอง ต้องหมั่นพิจารณาไตร่ตรอง ต้องปฏิบัติจนเห็นความเบาบางจางคลายจากการยึดมั่นถือมั่นด้วยตนเอง และที่สำคัญ ห้องเรียนของท่านคือขันธ์ห้าขันธ์นี้ ต้องหมั่นที่จะพิจารณาขันธ์ห้าของท่าน เพื่อการปล่อยวาง ละการยึดมั่นถือมั่น ในขันธ์ของท่านเอง
ไม่ต้องไปช่วยขันธ์ห้าอื่นๆเขาปล่อยวางหรอก เพราะช่วยกันไม่ได้ ของใครของมัน ได้แต่เพียงชี้แนะแนวทางให้ได้เท่านั้น
แต่ละท่าน ก็ต้องทำเอาเอง
ดังนั้น การเข้ามารับรู้ เข้ามารับทราบ ในกฎธรรมชาติที่ได้ถ่ายทอดไว้นี้ ท่านต้องนำไปพิจารณาไตร่ตรองด้วยตัวท่านเอง แล้วลองนำไปปฏิบัติ เมื่อผลการปฏิบัติออกมาแล้ว ท่านก็จะทราบได้ว่า ท่านมาถูกทางหรือไม่? เพราะทุกอย่างเป็นปัจจัตตัง ที่ท่านเท่านั้นจะรู้เอง เห็นเอง และสัมผัสเอง
ขออนุโมทนากับทุก ๆ ท่านค่ะ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน
ขันธ์ ห้า มิได้เป็นตัวตน มิได้เป็นตัวใคร เป็นเพียงการรวมกันของธาตุทางธรรมชาติ แล้วมีอุปาทานขันธ์ห้าเป็นยางเหนียวยึดเหนี่ยวกันไว้เท่านั้น
พระพุทธองค์ ท่านตรัสรู้แล้ว ท่านเห็นแล้ว ท่านนำมาบอกแล้ว ว่ามันไม่ได้เป็นตัวใครของใคร เป็นธรรมชาติทั้งสิ้น เพียงแต่ปัญญามนุษย์ จะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้น น้อยคนนักที่จะเข้าใจได้จริง จะเห็นได้จริงอย่างที่กล่าวไว้ ถ้าเข้าใจได้จริง เห็นได้จริง ก็จะไม่ไปอุปาทานว่าขันธ์ห้าเป็นตัวเรา สิ่งต่างๆ เป็นของๆ เรา ความทุกข์ก็จะไม่เกิด ความโศกเศร้าโศกา ความร่ำไรรำพันก็จะไม่เกิด ความแห้งใจ ความวิปโยคโศกเศร้าทั้งหลายก็จะไม่เกิด
เพราะไม่มีตัวตนของผู้ที่จะรับทุกข์ที่เกิดขึ้นเหล่านั้น...นั่นเอง
เมื่อมีตัวเราที่ไหน ทุกข์ที่นั่น
เพราะทุกข์เกาะได้ที่ตัวเรา
พระพุทธองค์สอนแค่ 2 อย่างเท่านั้นในอริยสัจ 4
คือสอนเรื่องทุกข์ กับการดับทุกข์
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ทุกข์ - ขั้นตอนแรกต้องเห็นก่อนว่า กำลังทุกข์อยู่
สมุทัย - เมื่อรู้ว่ากำลังทุกข์อยู่ จึงจะหาสาเหตุแห่งความทุกข์ได้ ว่ากำลังทุกข์เรื่องอะไรอยู่ ที่กำลังร้อนรนอยู่นี่ กำลังเสียใจอยู่นี่ มาจากเรื่องอะไร คือหาเหตุแห่งทุกข์ให้เจอ
นิโรธ - คือความดับทุกข์ ดังนั้นเมื่อหาสาเหตุของความทุกข์เจอแล้ว ก็ไปดูว่า ทางที่จะดับเหตุแห่งทุกข์ได้นั้น มีอะไรบ้าง คราวนี้ต้องพึ่งพระธรรมคำสั่งสอน ต้องอาศัยธรรมะเป็นเครื่องนำทาง จึงจะมีปัญญาดับทุกข์ได้ ไม่ใช่ดับทุกข์ทางโลกชั่วครั้งชั่วคราว แล้วมันก็จะกลับมาทุกข์ใหม่ แต่พระธรรมคำสั่งสอนได้ชี้ทางแห่งการดับทุกข์ไว้ให้แล้ว ดับที่ขันธ์ห้า ดับที่อุปาทานว่าเป็นตัวเราของเรานั่นเอง
มรรค - คือการปฏิบัติ เพื่อการพ้นทุกข์ คืออริยมรรค 8 ประการ เพื่อเข้าสู่ทางแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์อย่างแท้จริง คือพ้นจากการยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานทั้งปวงนั่นเอง
ดัง นั้น ถ้ารู้ว่าจุดมุ่งหมายที่เป็นแก่น ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ ทรงสั่งสอน ทรงชี้ทางสว่างให้กับเวไนยสัตว์ มีแค่นี้ มีแค่เรื่องของทุกข์ กับการดับทุกข์แค่นี้ มีแค่ให้หลุดพ้นจากอุปาทานขันธ์ห้า ละการยึดมั่นถือมั่นในอัตตาตัวตนแค่นี้
มีแค่นี้ ออกแค่นี้ ทำได้เดี๋ยวนี้ ก็หายทุกข์เดี๋ยวนี้ ไม่ ต้องใช้สถานที่ไหน มันอยู่ในขันธ์ห้าของแต่ละท่านเท่านั้นไม่มีใครช่วยใครได้อย่างแท้จริง นอกจากแค่ชี้แนะ อธิบาย ขยายความเท่านั้น ที่เหลือนอกนั้น ท่านต้องทำของแต่ละท่านเอง แม้แต่พระพุทธองค์ ท่านยังช่วยใครให้บรรลุธรรมไม่ได้เลย ท่านเป็นเพียงผู้ชี้แนะเท่านั้น ถ้าใครเข้าใจ ปฏิบัติตามอย่างถูกต้องตรง ตามแนวทางนั้น ไม่นานก็พ้นทุกข์
อย่างสมัยพุทธกาล เทศนาธรรมแต่ละครั้ง มีผู้บรรลุธรรม มีผู้มีดวงตาเห็นธรรม มากมาย มีทั้งภิกษุ มีทั้งภิกษุณี มีทั้งอุบาสก มีทั้งอุบาสิกา มีทั้งฆราวาสที่มาฟังธรรมในแต่ละครั้ง และทุกคน ก็นำขันธ์ห้ามาเป็นเครื่องมือเพื่อเรียน เพื่อรู้ เพื่อละ เท่านั้น มิได้แบกอุปกรณ์อื่นๆมาช่วยเลย
การ เรียนรู้ก็ไม่ได้ท่องจำมากมาย ไม่ได้รู้ในพระไตรปิฏกมากมาย หรือบางคนรู้แค่ตัวเองกำลังทุกข์อยู่เท่านั้น ไม่ได้รู้หนังสือ ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้ฟังธรรมะด้วยซ้ำไป แล้วทำไม พอมารับฟัง พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ ทรงชี้ให้เห็นเหตุแห่งทุกข์ ทรงชี้แนะทางออกจากทุกข์ คือการละอุปาทานเหล่านั้น
ผู้ ปฏิบัติตามแล้วเกิดเห็นจริง เห็นโทษภัยในวัฏฏสงสาร เห็นว่าเป็นเพราะไปอุปาทานว่าขันธ์ห้าว่าเป็นตัวเรา ความทุกข์นี้จึงเป็นของเราไปด้วย พบว่าเหตุแห่งทุกข์ เพราะความมีตัวเรานั่นเองเมื่อพบเดี๋ยวนั้น ละเดี๋ยวนั้น ก็บรรลุธรรมเดี๋ยวนั้น ณ ที่นั้น
จึงมีผู้บรรลุธรรมมากมาย ในสมัยพุทธกาล
ในสมัยนี้ล่ะ เรียนรู้กันจนมากมาย หนังสือธรรมะเป็นตู้ เป็นตั้ง เต็มลัง เต็มกล่องมากมายไปหมด อ่านมากมายแค่ไหน ก็จะเป็นเพียงแนวทางเท่านั้น ถ้าไม่ปฏิบัติก็จะไม่เห็นจริง จะออกจากทุกข์ไม่ได้จริง เราจึงยังเห็นคนมีธรรมะมากมาย ดูเหมือนมีความเข้าใจ แล้วทำไมเขายังทุกข์อยู่ นั่นเป็นเพราะ ยังเข้าใจไม่ถึงแก่น ยังตีไม่ตรงจุดนั่นเอง
วันนี้ เราลองมาลองจำกัดพื้นที่ให้แคบลงดีไหม? เราจะใช้แค่ขันธ์ห้าเท่านั้นเพื่อการเรียนรู้ให้แตกฉาน ให้รู้เท่าทันกลไก การหลอกใช้ของอวิชชา
เรา แค่ดูเข้าไปในขันธ์ห้า ..... กางตำรา.... เรียนรู้มันทีละขั้นตอน....ทำความรู้จักกลไก .... เข้าใจ ...แล้วปล่อยวาง...จากอุปาทานในขันธ์ห้าเหล่านั้น ไม่ยากเกินไป .... แม้จะไม่ง่ายเสียทีเดียวแต่จะสัมผัสถึงความเบาบางจางคลายจากความทุกข์ได้ ... ในเวลาอันรวดเร็วทีเดียว ซึ่งมีพยานมากมาย ที่เบาบางจากทุกข์ได้ในเวลาอันรวดเร็ว
วันนี้ เราลองมาเรียน ในห้องเรียนขันธ์ห้า ที่ทุกคนแบกกันมานานแสนนาน..... ดีไหม?..
ประโยชน์ตนคือ ออกจากขันธ์ห้าได้โดยความเข้าใจกลไกของอุปาทาน
ประโยชน์ท่านคือ ขันธ์ห้าก็จะมีการทำงานโดยระบบ โดยแผนที่วางไว้ เพื่อช่วยเหลือภัยพิบัติ นั่นเอง
ถ้าจะเทียบเคียงกับการเกิดมาตามกรรม วิบากกรรม ตามเหตุปัจจัยที่ส่งมา ก็จะเป็นดังนี้
เหมือนคนธรรมดาๆ ไม่สนใจธรรมะ ไม่สนใจปฏิบัติ เที่ยวสนุกสนานไปวันๆ แต่เมื่อไรที่เขามีความทุกข์ โศกเศร้า เสียใจ คับแค้นใจ เขาก็จะหาทางที่จะออกจากทุกข์นั้นๆ ซึ่งมีหลายวิธี เที่ยวเตร่ หาเพื่อนฝูง หรือทำสิ่งใดๆในทางโลก เพื่อที่จะหาทางดับทุกข์ในขณะนั้นให้ได้ ซึ่งก็สามารถทำได้ แต่เป็นการชั่วคราว แล้วทุกข์ก็เกิดขึ้นอีก
แต่ หากคนคนนั้น มีปัญญา แล้วเกิด แอ๊ะ...ในทุกข์ที่เกิดขึ้น ว่าทำไมเราจึงต้องทุกข์ ทำไมคนเราจึงต้องพบเจอแต่ความวุ่นวาย ทุรนทุราย แล้วทางไหนจะทำให้เบาบางจางคลายจากทุกข์ได้
นั่น แหละ เมื่อเขามีคำถาม เขาก็จะค้นหาคำตอบ หาคำอธิบาย ทดลองปฏิบัติ และพบหนทางที่จะดับทุกข์ ด้วยความเข้าใจในธรรมะ หรือธรรมชาติ เขาคนนั้น ก็จะสามารถออกจากทุกข์ได้อย่างถาวร
เช่นเดียวกัน เมื่อเราไม่เคยรู้ถึงเหตุปัจจัยเก่าที่เคยสร้างไว้ เมื่อมาปรากฏในชาตินี้ ความทุกข์ ความไม่สมหวัง ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ การถูกโกง การถูกเอารัดเอาเปรียบ การเจ็บป่วย ความร้อนรน กระวนกระวาย ความไม่มีลาภ ความเป็นผู้อาภัพในทรัพย์สินปัจจัย สิ่งเหล่านี้ หากเราไม่เข้าใจกฎแห่งกรรม ไม่เข้าใจเหตุปัจจัยที่สร้างไว้เอง มาหลายภพหลายชาติ ไม่เข้าใจกลไกของธรรมชาติที่ต้องส่งมาให้ตามเหตุปัจจัยที่ได้สร้างไว้นั้น ก็จะตีอกชกหัว โทษดินฟ้า โทษเทวดา โทษโชคชะตา โทษโน่นโทษนี่ ขอให้มีผู้ที่จะรับผิดชอบเป็นใช้ได้ เคยคิดบ้างไหม ว่าเหตุปัจจัยที่ส่งให้มาเป็นอย่างนี้นั้น มันมาจากไหน มันมาอย่างไร?
มัน มาจากความไม่รู้ จากการยึดมั่นถือมั่น ว่ายังมีฉัน มีแก มีเรา มีเขา มีนั่น มีนี่ นั่นแหละ ที่มันเป็นตัวเก็บ เป็นตัวประมวลผล เป็นตัวส่งให้มายืนอยู่ ณ วันนี้
เพราะยังมีอุปาทาน ว่ามีตัวตน มีของตน มีตัวเรา มีตัวเขา จึงยังต้องวนเวียนอยู่ในอุปาทานเหล่านี้ หาทางออกไม่ได้ ความไม่รู้จริง จึงไปอุปาทานว่าขันธ์ห้านี้ มีตัวเรา เป็นตัวเรา จึงทำเพื่อตัวเรา เก็บไว้ให้ตัวเรา
ธรรมชาติ ก็ต้องรวมดินน้ำลมไฟ ให้เกิดใหม่อยู่เรื่อยๆ เพื่อให้ตัวอุปาทาน มีที่อยู่ ที่อาศัย จึงต้องเกิดใหม่ ซ้ำซากอย่างนี้ แล้วเมื่อไรจะเห็นจริงสักที ว่ามันไม่ได้มีตัวเรา หรือตัวใครทั้งสิ้น
ถ้าเห็นได้ ว่าไม่มีใครเกิดขึ้น ไม่มีใครดำเนินอยู่ หรือไม่ได้มีใครตายไป เป็นกลไกของธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวธรรมนั้นๆ ทุกอย่างล้วนเป็นกระแสธรรมชาติที่ไหลไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ เพียงแต่อุปาทานมันมาหลอกว่ามีตัวเรา ให้เข้าไปยึดธรรมชาติว่าเป็นตัวตน นั่นแหละ เมื่อไปหลงกล ติดกับ ก็เลยออกจากอุปาทานไม่ได้ ออกจากตัวตนไม่ได้นั่นเอง
พอมีตัวตน พอมีตัวเรา การเก็บสะสมก็เริ่มขึ้น การมีบุญ มีบาป มีกรรม วิบากกรรม ก็เริ่มเกิดขึ้น ความทุกข์ ความสุข จึงเริ่มมีขึ้น นับจากนั้น
ธรรมชาติไม่เคยลำเอียง ยุติธรรมที่สุด ทำไว้อย่างไร ก็ส่งคืนให้อย่างนั้น จึงยังต้องส่งให้เวียนเกิด เวียนตาย เวียนมาใช้ความเป็นตัวเรา สืบทอดทุกชาติไป
ถ้าอินทรีย์แก่กล้า มีปัญญาเห็นธรรมของพระพุทธองค์ได้ แล้วเริ่มแอ๊ะ...ว่า.... หรือ....มันไม่มีตัวเรา หรือ...มันไม่ได้มีตัวใคร อย่างที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้จริงๆ
พระพุทธองค์ท่านทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์...ในกฎของธรรมชาติ ที่มันไม่ได้เป็นตัวใครของใคร เมื่อนั้น ท่านอาจจะมองเห็นทาง ที่พระพุทธองค์ท่านทรงชี้ไว้ ว่าไม่ได้มีตัวใครของใครในขันธ์ห้าเหล่านั้นเลย ทางที่จะออกจากสังสารวัฏอันยาวนาน ก็จะเริ่มมองเห็นรำไร เมื่อตั้งเป้าให้ตรงไปที่การละอุปาทานขันธ์ห้าเหล่านั้น นั่นเอง...
กฎของธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ ความที่มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง ผู้ที่รู้ ผู้ที่เห็นจริงในธรรมชาติ ก็จะเข้าใจในความที่มันเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เป็นตัวใครของใคร แล้วเห็นความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา จึงไม่ไปบังคับบัญชา ให้มันต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ อย่างที่ต้องการ เพียงแต่คอยดูการเกิดขึ้น การตั้งอยู่ และการดับไป ที่เกิดขึ้นในกลไกของขันธ์ห้า แล้วพิจารณาเห็นสิ่งเหล่านั้นตามความเป็นจริง
ความจริง ธรรมชาติเป็นของที่มองเห็นได้ง่าย ไม่ได้สลับซับซ้อนมากมาย เพียงแต่จะมีใครมองเห็นความง่ายเหล่านั้นบ้าง เท่านั้น
ไม่ เคยมีใคร เป็นเจ้าของอะไรอย่างแท้จริง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ อุปาทาน อุปาทานว่านี่เป็นตัวเรา นั่นเป็นของเรา แท้จริงมันไม่ใช่ของใครเลย เป็นของธรรมชาติ ที่ถูกอุปาทานยึดไว้เท่านั้นอุปาทานที่เป็นยางเหนียว ยึดเหนี่ยวให้ต้องมีขันธ์ห้า วนเวียนอยู่ในวัฏฏะสงสารไม่มีวันสิ้นสุด ทั้งที่ความจริงแล้ว ไม่ได้มีของใครทั้งสิ้น ทุกอย่างเป็นของธรรมชาติ
ทุกอย่างต้องคืนสู่ ธรรมชาติทั้งหมด
มันเป็นการประกอบกันขึ้นตามเหตุปัจจัย ณ ชั่วขณะหนึ่งๆ แล้วเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยที่มาผลักดัน มีเพียงอุปาทานเท่านั้นที่เกิดขึ้น แล้วเห็นผิดคิดว่าเป็นตัวเราของเรา ความทุกข์จึงต้องเกิดขึ้นเพราะมีอุปาทานนั่นเอง มารู้จักอุปาทาน กันสักนิด...อย่างเช่นที่เห็นง่ายๆกับ....เหตุแห่งทุกข์
เมื่อ 3ปีก่อน ในไร่ที่ซื้อไว้นานแล้ว ไม่ได้มีต้นมะม่วงอยู่ พอมาวันนี้ได้พบว่า มีต้นมะม่วงเกิดขึ้น ออกดอกออกผลเต็มต้น ซึ่งเกิดขึ้นมาตามเหตุ ปัจจัย คนเดินผ่านไร่ทิ้งเม็ดมะม่วงไว้ในที่เรา แล้วมันงอกขึ้นมาเองตามเหตุปัจจัย คือมีเม็ดมะม่วง มีดิน มีน้ำ มีอากาศ เพียงพอ มันก็งอกของมันเอง แต่อยู่ในที่ของเรา มันก็เลยเป็นของเราไปโดยปริยาย กระบวนการความทุกข์เริ่มเกิด เมื่อมีเหตุแห่งทุกข์ปรากฏ
มะม่วง ต้นเดียว ทำให้คนทุกข์ได้ พอกลับมาบ้าน ก็ห่วงต้นมะม่วง กำลังออกลูกจะมีใครแอบมาสอยไปไหม? คนเดินผ่านจะลักขโมยมะม่วงของเราหรือเปล่า เราจะล้อมรั้วดีไหม คนจะได้ไม่เดินผ่าน มะม่วงจะได้ไม่หาย กลับมานอนครุ่นคิด ฟุ้งซ่านไปสารพัด ด้วยความกังวล อยู่ห่างจากไร่แสนไกล แต่ความทุกข์ตามกลับไปด้วย เพราะเกิดขึ้นในขันธ์ห้า ปรุงแต่งในขันธ์ห้า
ต้น มะม่วง มันก็ยังคงเป็นต้นมะม่วงอยู่อย่างนั้น มันไม่ได้เป็นของใคร มันเติบโตตามเหตุปัจจัยของธรรมชาติ มันเป็นของธรรมชาติ มันไม่ได้เป็นของใคร และมะม่วงก็ไม่รู้ด้วยว่า มันได้ทำให้ใครทุกข์บ้าง หากแต่บุคคลนั้น ไปยึดด้วยอุปาทานว่ามันเป็นของเรา อยากบังคับบัญชาให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วบังคับไม่ได้ ก็ต้องทุกข์ไปเป็นธรรมดา
เมื่อ ก่อนไม่มีทุกข์ เพราะยังไม่มีต้นเหตุให้ทุกข์ พอมะม่วงต้นนี้เกิดขึ้นมา อุปาทานเกาะทันที ว่าเป็นของเรา กระบวน การทุกข์ สุข ก็เกิดขึ้นทันที เห็นต้นมะม่วงทีไร ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่เห็นมันเติบโตออกดอกออกผล มีความสุข...กับมะม่วง ต้นนั้น ทั้งที่ไร่ข้างๆปลูกเป็นร้อยต้นก็ไม่ใส่ใจไปสุขไปทุกข์กับของเขา เพราะนั่นไม่ใช่...ของเรา...
ผลมะม่วงหายไป ทุกข์อกทุกข์ใจ แค้นเคือง ความทุกข์ มีขึ้นจากเหตุมะม่วงต้นนั้น
นี่ คือความเป็นธรรมดา ของอุปาทาน ที่หลงยึดมั่นถือมั่น ว่านั่นเป็นเรา นั่นเป็นของเรา หากยังเห็นว่านั่นเป็นเรา นั่นเป็นของเรา การที่จะออกจากทุกข์ ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ นี่คือเรื่องที่มองเห็นง่าย ๆ ว่าทุกข์เกิดขึ้นได้เพราะ...อุปาทาน หากผู้ที่เข้าใจ ไม่อุปาทาน ก็จะไม่ทุกข์กับสิ่งนั้น มีขึ้นมาเองก็ดีแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไปปลูก ให้ผลได้กินบ้างก็ดีแล้ว หายไป หรือคนอื่นเอาไปกินบ้าง ก็เป็นธรรมดา เพราะว่าไม่มีใครเฝ้า คนเขาก็มาสอยไปกินเป็นธรรมดา
อย่างนี้ เข้าใจในความเป็นอย่างนั้นเองของธรรมชาติ ไม่ไปอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นมากนัก ก็ไม่ทุกข์เพราะเหตุนั้น
ถ้าเราเข้าใจขันธ์ห้า รู้จักอุปาทาน ก็จะไม่ไปยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานเหล่านั้นมากนัก มีได้ เป็นได้ เกิดขึ้นได้ แต่ไม่ไปยึดกับมัน หากยึดมาก ก็ทุกข์มาก ยึดน้อย ก็ทุกข์น้อย ไม่ยึด ก็ไม่ทุกข์
มันขึ้นอยู่กับอุปาทาน นั่นเอง
อุปาทาน ไม่ใช่สิ่งที่จะมองเห็นกันได้ง่ายๆ แต่หากมีความเข้าใจ ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมองเห็นได้ยากเลย หากมีความเข้าใจกลไกของธรรมชาติ รู้เท่าทันขันธ์ห้า ก็จะเห็นโฉมหน้าของ...อุปาทาน
อยู่กับอุปาทานทุกวัน แต่ไม่เคยเห็นมันเลยสักครั้ง เพราะมัน...อุปาทานว่านี่เป็น..ตัวเรา นั่นเป็น..ของเรา จึงมีตัวเรา และของเราอยู่ตลอดเวลา เชื่อตามที่อุปาทานมันหลอกไว้ หลงยึดในความมี ความเป็นเหล่านั้น จึงมีคนมากมายที่ทุรนทุรายไปกับความอยากได้นั่น อยากได้นี่ ความอยากมี ความอยากเป็น หรือความไม่อยากมี ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้
เมื่อไม่ได้อย่างที่ต้องการ ก็....อุปาทานทุกข์กันไป
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโลกเราทุกวันนี้ ซึ่งก็เป็นไปตามกลไกของธรรมชาติ
ยึดมากทุกข์มาก ยึดน้อยทุกข์น้อย ไม่ยึดไม่ทุกข์ นั่นเอง
ธรรมะ ธรรมชาติ มีหนึ่งเดียวไม่เคยแบ่งแยก มีแต่อวิชชา คือความไม่รู้เท่านั้นที่เป็นตัวแบ่งแยก ให้มีการเปรียบเทียบ ให้มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ให้มีการแข่งขันกันในความรู้ ในศาสตร์ทั้งหลายทั้งปวงที่แต่ละคนเชี่ยวชาญ แต่โดยความเป็นธรรมชาติแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ได้เป็นไปตามความคิดเห็นของใครคนใดคนหนึ่ง มันเป็นอย่างนั้นเองตามธรรมชาติ
ถ้า เห็นพระอาทิตย์ขึ้น คนหนึ่งเข้าใจว่า พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก และมันต้องขึ้นอย่างนี้ทุกวัน แต่อีกคนเข้าใจว่า พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก และมันจะขึ้นทางทิศตะวันตกทุกวัน อีกคนคิดว่าขึ้นทางทิศเหนือ และมันจะขึ้นทางทิศเหนือทุกวัน ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร ไม่ว่าจะสมมุติทิศนั้นว่าชื่ออะไรด้วยความเข้าใจที่แต่ละคนมี ก็จะยึดมั่นว่าสิ่งที่ตนเข้าใจนั้นถูกต้อง ของผู้อื่นนั้นไม่ใช่ ดังนั้น ต่างฝ่ายต่างก็มุ่งที่จะให้คนอื่นมาเชื่อในสิ่งที่ตนเองเข้าใจ
แม้ จะทุ่มเถียงกันไปมาอย่างไร พระอาทิตย์ ก็ต้องขึ้นทางทิศนั้นอยู่ดี ไม่ว่าคนจะเรียกทิศนั้นว่า ตะวันออก ว่าตะวันตก ว่าเหนือ ว่าใต้ พระอาทิตย์ไม่ได้สนใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กันใคร มันยังคงทำไปตามธรรมชาติ
คนสามคนยังทุ่มเถียงกันไม่สิ้นสุด ความทุกข์ ความสุข ความร้อนรนกระวนกระวายก็จะยังเกิดกับบุคคลเหล่านั้นต่อไป เพราะต่างต้องการให้เป็นไปตามความเห็นของตน ความทุกข์จึงเกิดขึ้นเพราะอุปาทาน ยึดในสิ่งที่เราเข้าใจว่าสิ่งนั้น มันถูกต้องแล้ว
ดัง นั้น การตัดสินสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากมุมมองของตนโดยไม่รู้จริงตามธรรมชาติ ก็ย่อมมีแต่ว่า จะต้องมีข้างใดข้างหนึ่งผิด ข้างใดข้างหนึ่งถูกอยู่ตลอดเวลา และการทุ่มเถียงกันก็ไม่มีวันสิ้นสุด
ดัง นั้น สิ่งที่ควรทำก็คือ ดูเข้าไปในสภาวะจิตขณะนั้น ขณะที่มีการทุ่มเถียงกัน มีการตัดสินลงความเห็น ขณะที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือขณะที่มีการกล่าวถึงบุคคลอื่นๆอยู่นั้น สภาวะข้างในกำลังมีความรู้สึกแบบใด ร้อนรนไหม ขึ้นลงด้วยแรงโทสะ โมหะไหม?
หาก มีความร้อนรุ่มในสภาวะจิตในขณะนั้นๆ ควรจัดการกับสภาวะจิตของท่านก่อนสิ่งอื่นใด เพราะเรื่องนี้เร่งด่วนและจำเป็นที่สุดสำหรับท่าน ไม่จำเป็นต้องไปจัดการกับสภาวการณ์ภายนอกเลย
ดังนั้น การปฏิบัติธรรมจึงมีหลากหลายวิธีตามแต่จริตของแต่ละบุคคลนั้น จึงไม่มีการปฏิบัติแนวทางใดดีกว่ากัน ทุกแนวทางเป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละบุคคลนั่นเอง
การแบ่งแยก การเอาความเห็นของตนเองตัดสิน จึงมิได้ไปเปลี่ยนแปลงความเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติได้ เพราะไม่ว่าใครจะเข้าใจว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศใดก็ตาม
พระอาทิตย์ก็ยังคงขึ้นอยู่อย่างนั้น ..... นั่นเอง
สมมุติ คือความว่าง
ว่างโดย....สมมุติ
โลก เราทุกวันนี้ ยึดติดอยู่กับสิ่งสมมุติ และยึดในสมมุตินั้น จึงถูกขังอยู่ในกรอบของสมมุติจนดิ้นไม่หลุด ถ้าอยู่เหนือสมมุติได้ ก็จะเป็นอิสระจากสิ่งที่มาบีบบังคับ กักขังเราไว้ เราลองมารู้จักสมมุติกันสักนิด อาจจะเปิดมุมมองให้เห็นความเป็นธรรมชาติได้มากขึ้น
สมมุติชื่อ ชื่อโดยสมมุติ... เราเกิดมา ก็ไม่ได้มีชื่อมาก่อน แม่ตั้งชื่อให้ว่า .... สมชาย
นับ จากวินาทีนั้น สมชาย มีความหมายที่สุด สำหรับขันธ์นี้ พอเริ่มจำความได้ แม่เรียกขานชื่อนี้ เราจะยึดทันที เอาสมมุติคำว่าสมชายมาทาบที่ตัวเรา นั่นเท่ากับว่า คำว่า...สมชาย...ขังเราไว้เรียบร้อยแล้ว ตัวหนังสือไม่กี่ตัว มีอิทธิพลกับสุขทุกข์ได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ใครเอ่ยชื่อสมชายเก่ง ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ภาคภูมิใจมีความสุข
ใครเอ่ยชื่อ สมคิดเก่ง ก็จะไม่สนใจ เพราะไม่ได้บันทึกไว้ว่าเป็น เรา
ทะเลาะ กับเพื่อน มายืนชี้หน้าแล้วด่าว่า สารพัดคำพูด เราโมโหตาลาย พอสุดท้ายพูดว่า ระวังไว้เหอะ..สมพร อาการโมโหหายไป อ๋อ...ด่าผิดคน เข้าใจผิดคิดว่าเราเป็นสมพร
ความจริง ด่าแล้วชี้หน้าด้วย ไม่ผิดคนหรอก แต่เรียกผิดชื่อเท่านั้น
ความทุกข์ไม่เกิด เพราะไม่ได้ด่า...สมชาย สมพรไหนก็ไม่รู้
เพราะมีตัวตนของสมชาย หากเอ่ยชื่อนี้จะมีความหมายมากเลย หรือเดินไปได้ยินคนเอ่ยชื่อแว่วๆว่า สมชาย แล้วหันไปซุบซิบนินทากัน เอาไปคิด เอาไปกังวล ว่าเรานินทาเราเรื่องอะไร ทุกข์ไปหลายวัน พอไปถามคนนั้น เขาบอกว่า อ๋อ..พูดถึงสมชายขายไก่ย่างหน้าปากซอย เอาไก่ย่างมาให้ไม่ครบตามจำนวนเงินทุกที
เฮ้อ...โล่งไป ทำเอาทุกข์ กังวลเสียหลายวัน ที่แท้นินทาสมชายไก่ย่างนั่นเอง
ทุกข์...เพราะอุปาทานที่ผ่านไปแล้ว ก็เรียกคืนไม่ได้
จึงทุกข์ฟรีไปด้วย ประการฉะนี้
แต่พออยู่มาวันหนึ่ง ....นึกอยากเปลี่ยนชื่อ ไม่อยากได้แล้วสมชาย เกิดถูกใจคำว่า สมศักดิ์ เปลี่ยนเป็นสมศักดิ์ดีกว่า เท่ห์ดี ก็ย้ายที่ขังใหม่ ไปอยู่ใน...สมศักดิ์...แทน
คราว นี้ พอใครเรียกสมชาย ใครว่าสมชาย ก็จะไม่หวั่นไหวเท่าใด เพราะเปลี่ยนใหม่แล้ว....เป็นสมศักดิ์ อยากว่าสมชายว่าไป แต่อย่าว่าสมศักดิ์ก็แล้วกัน มีเรื่องแน่ การยึดมั่นในชื่อสมชาย ก็จะน้อยลง ความทุกข์เกี่ยวกับสมชาย ก็จะน้อยตามไปด้วย เพราะชื่อนั้น เริ่มไม่ค่อยมีความสำคัญเท่าใดนัก เปลี่ยนไปยึดชื่อใหม่ ที่เอาคำว่า สมศักดิ์ มาวางทาบกับตัวตน ของตนไปเรียบร้อยแล้ว
น่า แปลก ที่ตัวตน ยังเป็นเหมือนเดิม หน้าตาก็ยังเหมือนเดิม วัน เดือน ปีเกิด ก็ยังเหมือนเดิม บิดามารดา ก็ยังคนเดิม บ้านที่อยู่ก็ยังที่เดิม แล้วเป็นคนใหม่ที่ตรงไหนกันนี่?
อ้อ... เป็นคนใหม่ ตรงที่....อุปาทาน....เปลี่ยนไปนั่นเอง
ไปยึดชื่อใหม่ เปลี่ยนการยึดใหม่ ไปสุข ทุกข์ กับสมศักดิ์ แทนสมชาย นั่นเอง
เมื่อคนนี้ไม่เอาสมชาย เปลี่ยนใหม่แล้ว แล้วสมชายหายไปไหน สมชายไปอยู่ที่ไหน สมชายก็ไม่ได้ไปไหน เพราะสมชาย เป็นสิ่งสมมุติมาตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ได้มีตัวตนจริง เป็นสมมุติภาษา ในความเป็นสมชาย มันเป็นความว่างอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว มันว่างจากการเป็นตัวใครของใครมาตั้งแต่แรกแล้ว มันไม่ได้มีตัวตนมาตั้งแต่แรก มันว่างจากการเป็นตัวใครของใคร มันเป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น เพียงแต่ใครเอาธรรมชาติไปใช้ แล้วไปยึดมั่นถือมั่นในธรรมชาตินั้น จากความว่างของธรรมชาติ จึงกลายเป็นมีตัวตน มีความหมายขึ้นมาทันที
ใครสมมุติอะไร แล้วเอาไปวางทาบกับอะไร สิ่งนั้นจะมีความหมายทันที
สม ชาย คือความว่างของธรรมชาติ รอเมื่อไร ที่มีใครนำเอาสมมุตินี้ไปใช้ แล้วไม่รู้เท่าทัน จากความว่างก็จะกลายเป็นความวุ่นทันที ด้วยความมีอัตตาตัวตนของคนคนนั้น ถ้ามีความเข้าใจ มันก็ยังเป็นของว่างได้ ทั้งๆที่กำลังใช้มันอยู่ นั่นคือ...มีได้ เป็นได้ อยู่กับทุกอย่างได้ แต่ว่างจากการอุปาทานนั่นเอง
ดังนั้น เราจะเห็นว่า สิ่งที่ทำให้คนเรา สุข ทุกข์ อยู่ตลอดเวลา ก็เพราะว่าอุปาทานนั่นเอง และยิ่งอุปาทานว่าขันธ์ห้านี้เป็นตัวเรา สิ่งทั้งหลายนี่เป็นของเรา อุปาทานจึงมีที่ให้ไปเกาะมากมาย หากไม่เข้าใจ ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นได้...เป็นธรรมดา
แต่มิได้มุ่งหมายว่า ต้องละวางทุกอย่าง ออกจากทางโลก ละทิ้งทุกอย่างไป จะได้ไม่ต้องทุกข์ ไม่ใช่เช่นนั้น เป็นความเข้าใจผิด การออกจากอุปาทาน ออกได้ทั้งๆที่ยังอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของโลกปัจจุบัน เพราะการออก ก็คือออกจากการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า ในอุปาทานเหล่านั้น
รู้กลไก รู้วิธีการหลอกล่อของอุปาทาน ที่หลอกให้ไปยึดมั่นถือมั่น แล้วมันก็แบ่งปันความทุกข์มาให้ เพียงมีความรู้เท่าทันขันธ์ห้า รู้เท่าทันอุปาทาน ที่มันจะหลอกให้ไปยึด ไปรับ ไปแบกเอาสิ่งต่างๆไว้ โดยไม่วางมันลง จึงมีแต่ความหนักอกหนักใจ มีอัตตาตัวตนมากมาย ให้แบกให้ยึด ถ้ารู้เท่าทัน มีความเข้าใจ อยู่กับทุกสิ่งทุกอย่างได้ โดยไม่ติดกับมัน ใช้ของทุกสิ่งทุกอย่างได้ โดยไม่ทุกข์กับมัน อยู่กับสมมุติได้ โดยไม่ไปยึดติดในสมมุติเหล่านั้น
เพียง แค่รู้จัก เข้าใจในกลไกของขันธ์ห้า ที่ถูกผลักโดยตัณหา...อุปาทาน เห็นตามความเป็นจริง ว่ามันมีกลไกอย่างไร ถ้ารู้ เข้าใจ ปล่อยวางได้ ก็จะไม่ทุกข์กับ...สมมุติ...เหล่านั้น
ขอให้ท่านลองพิจารณาไตร่ตรองดูว่า เคยถูกอุปาทานในขันธ์ห้าหลอกบ้าง หรือไม่?
เพื่อจะได้รู้เท่าทันกันเสียที
...................
อวิชชา
อวิชชา คือ ความไม่รู้จริงตามธรรมชาติ ไม่รู้จริงในกฎสัจจะธรรม คือรู้ผิดจากกฎของธรรมชาติ มีความเห็นแตกต่างไปจากความเป็นจริงของธรรมชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่ารู้ในสิ่งที่ไม่ดี ในสิ่งที่ชั่วหรือเลว
วิชชา คือ ความเห็นที่ถูกตรง รู้ตามความเป็นจริงของกฎธรรมชาติ ที่ไม่ได้เป็นตัวใครของใคร มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูก หรือสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี
เพราะธรรมชาติมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่มีดี ไม่มีชั่ว
ธรรมชาติ เป็นของธรรมชาติอยู่อย่างนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าใครจะไปอุปาทานอย่างไร ว่านั่นดี นั่นไม่ดี นั่นผิด นั่นไม่ผิด ธรรมชาติก็ยังคงเป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลงไปตามความคิด ความต้องการของใคร
ถ้ายังคิดว่ามีสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก สิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว นั่นหมายความว่า บุคคลนั้น ได้หลงยึดในอวิชชาไปก่อนหน้านั้นแล้ว จึงเกิดมีตัวเราขึ้นมา คือมีอุปาทานว่าขันธ์ห้านี้ เป็นตัวตน จึงรู้ว่ามีตัวเรา มีตัวเขา จึงได้แบ่งว่าเขาดี เขาไม่ดี เราดี เราไม่ดี เราถูก เขาผิด เขาชั่ว เราดี หรือว่า สิ่งนั้นไม่ถูก สิ่งนี้ไม่ดี
ซึ่งโดยความจริงแล้ว ธรรมชาติไม่เคยแบ่งแยกอะไร มีแต่อุปาทานของผู้ที่หลงยึดเท่านั้น ที่เป็นผู้แบ่งแยก
คนกลุ่มหนึ่งเห็นคนนี้ว่า....ดี
คนกลุ่มหนึ่งเห็นคน นี้ว่า....เลว
ทุ่มเถียงกันไป ด่าทอกันไป แบ่งกลุ่ม แบ่งพรรค แบ่งพวก ก็ด้วยความเห็นที่แตกต่างกัน
แล้วทำไมทุกคนจึงไม่เห็นเหมือนกันว่า.....คน นี้....ดี
แล้วทำไมทุกคนจึงไม่เห็นเหมือนกันว่า.....คนนี้....เลว
ทำไมต้องมีการเห็นที่แตกต่าง ฉันว่าคนนี้ดี แต่อีกคนว่าเลว
บรรทัดฐานอยู่ตรงไหน ที่ว่าดี ว่าเลว
เหตุผล ข้อหักล้าง หรือความถูกใจ
ธรรมชาติ ไม่เคยแบ่งแยก แต่อวิชชา คือความไม่รู้จริงตามธรรมชาติต่างหาก ที่เป็นตัวแบ่งแยก นั่นคือ มีความเห็นผิดตั้งแต่ต้น คือเห็นไม่ตรงตามความเป็นจริงของธรรมชาติ จึงเห็นว่าขันธ์ห้านี้เป็นตัวตน เป็นของตน จึงได้เกิดมีเรา มีเขาขึ้น ด้วยอุปาทานหลงยึดว่าขันธ์ห้าของธรรมชาตินั้นเป็นตัวเรา
นี่คือ อวิชชา คือความเห็นผิดจากธรรมชาติ เห็นดินน้ำลมไฟของธรรมชาติ ที่มารวมกันตามเหตุปัจจัยที่ส่งมา แล้วอุปาทานว่า นี่เป็นตัวเรา นั่นเป็นของเรา เมื่อใดที่เห็นว่าธรรมชาติแบ่งแยกเป็นสองสิ่ง นั่นคือความไม่เข้าใจในความเป็นธรรมชาติ เพราะธรรมชาติเป็นอย่างนั้นเอง เป็นอย่างเดียวที่ไม่มีการแบ่งแยก ว่าดี หรือไม่ดี ธรรมชาติก็เป็นอย่างที่เป็นนั่นแหละ มันเป็นอย่างนั้นเอง
ผู้ที่มีอวิชชา ไปอุปาทานต่างหาก ว่าเป็นนั่น เป็นนี่ ว่าดี ว่าชั่ว ว่าถูก ว่าผิด
การที่ยังต้องวนเวียนอยู่ในโลกสมมุติ ก็ย่อมจะแบ่งแยกว่าเป็นนั่น เป็นนี่ ก็แบ่งโดยสมมุติ โดยผู้ที่ยังมีอวิชชา มีความเห็นว่ามีตัวตน จึงยังต้องสมมุติกันอยู่ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันว่า เล็ก ใหญ่ กว้าง แคบ ยาว สั้น สูง ต่ำ ดำ ขาว ถูก ผิด ดี ชั่ว
หากอยู่เหนือสมมุติ ทุกอย่างก็ไม่มีจริง เป็นธรรมชาติ ไม่มีตัวตน ไม่มีของตน ไม่มีการเปรียบเทียบ แบ่งแยกใดๆทั้งสิ้น นั่นคือมีความรู้ที่ถูกตรงกับกฎธรรมชาติ คือมี วิชชา คือความรู้จริงตามธรรมชาติ ที่ไม่ได้เป็นตัวตน นั่นเอง
การเรียนรู้ การทำความเข้าใจในธรรมะ หรือกฎธรรมชาติ ไม่ได้เป็นเรื่องยากมากมาย
หากเห็นได้ รู้จริงได้ ก็ปล่อยวางได้ง่ายๆเช่นกัน
ดังนั้น การเข้าใจในธรรมะเพื่อการละวางอัตตา ละการยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ห้า ในอวิชชาทั้งหลาย ที่เป็นต้นเหตุให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด สร้างภพสร้างชาติไม่จบสิ้นนั้น
จะว่าเป็นเรื่องยาก....ก็ยาก
จะว่าเป็นเรื่องง่าย....ก็ง่าย
ความง่าย ก็คือทำความเข้าใจได้ไม่ยาก หากเข้าใจจริง เห็นจริงตามนั้น ปฏิบัติตาม ละวางอุปาทานขันธ์ห้าได้ ก็จะเห็นผลของการปล่อยวาง คือจางคลายจากทุกข์ได้นั่นเอง
ความยาก ยากตรงไหน ยากตรงที่ จะเชื่อได้อย่างไร...ว่าธรรมะ ว่ากฎของธรรมชาติ จะเข้าใจได้ง่ายถึงเพียงนี้
นี่คือความยาก คือยากที่จะเชื่อกับเรื่องง่ายๆ
จึงหันหลังให้ แล้วไปเสาะแสวงหาคำตอบ หารูปแบบที่ยากๆ รูปแบบที่ต้องการต่อไป
นี่คือความยาก คือยากที่จะเชื่อได้นั่นเอง
ผู้ที่เข้าใจได้ ผู้ที่มารวมกันได้ ก็คือผู้ที่ต้องใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองอย่างยิ่งยวดในอันดับแรก คือการให้โอกาสตนเอง ได้ลองศึกษา ได้ลองพิจารณา แล้วใช้ปัญญาไตร่ตรอง ว่าผิดแผกแตกต่างไปจากธรรมะที่เคยได้ยินได้ฟังมาหรือไม่ แล้วใช้ขันธ์ห้านี้ ทดสอบ ทดลอง ว่าจะเห็นผลอย่างที่ได้กล่าวไว้หรือไม่ เมื่อเบาบางจางคลายได้จริง จึงค่อยเชื่อ จึงค่อยมาปฏิบัติในส่วนอื่นๆ ต่อไป ซึ่งนั่นก็คือให้โอกาสตนเอง
ดังนั้นการใช้ปัญญา การพิจารณาไตร่ตรอง จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง...
เพราะการปฏิบัติธรรมของกลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา) เน้นการวิปัสสนาเป็นหลัก คือการเห็นจริงตามธรรมชาติ โดยการใช้ปัญญาตัดอุปาทานในขันธ์ห้านั่นเอง จึงไม่มีรูปแบบให้ยึดติด ให้ต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ ต้องปฏิบัติเช่นนั้น เช่นนี้ ต้องอยู่ในกรอบอย่างนั้น อย่างนี้
ดังนั้น รูปแบบจึงเปลี่ยนไป ไม่เคยทำสิ่งใดนานจนยึดมั่นว่านี่คือรูปแบบ และผู้ทำงานทุกคน ก็มุ่งเน้นที่จะรักษาประโยชน์ตนเป็นหลัก คือมุ่งพิจารณาขันธ์ห้าเป็นหลัก เพื่อถอนจากการยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ห้าว่าเป็นตัวตน ของตนนั่นเอง
แกงเขียวหวานไก่....ไม่มีจริง
หลายท่านอาจเคยได้ยิน ได้ฟังเรื่องของแกงเขียวหวานไก่...ที่ระบบได้เคยขยายให้ฟังไปบ้างแล้ว แต่เชื่อว่าหลายท่านอาจจะยังไม่เคยได้รับทราบ และอาจกำลังสงสัยว่า แกงเขียวหวานไก่...ทำไมจึงไม่มีจริง
ความจริงแล้ว สิ่งที่ระบบได้เคยกล่าวไว้ ว่าทุกอย่างล้วนเป็นเช่นนั้นเองตามธรรมชาติ มันเป็นธรรมชาติอยู่เช่นนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าใครจะชอบใจหรือไม่ชอบใจ ก็ไม่อาจไปเปลี่ยนแปลงธรรมชาติได้
ดอก กุหลาบ ดอกกล้วยไม้ หรือดอกดาวเรือง ก็เป็นดอกไม้ตามธรรมชาติเท่าเทียมกัน แม้จะมีความแตกต่างกันในแต่ละลักษณะ แต่ละสายพันธ์ของต้นไม้ แต่เขาเท่าเทียมกันในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เกิดอยู่ในธรรมชาติ
ตัวต้นไม้ก็มีอยู่ ดำรงอยู่ตามธรรมชาติ โดยไม่เคยเปรียบเทียบกัน ขึ้นมายังไง...ก็เป็นยังงั้นตามธรรมชาติ มีแต่มนุษย์เท่านั้น ที่เป็นผู้เปรียบเทียบ ใครชอบกุหลาบก็ว่ากุหลาบดีกว่า ใครชอบกล้วยไม้ ก็ว่ากล้วยไม้ดีกว่า ใครชอบดาวเรืองก็ว่าดาวเรืองดีกว่า
กุหลาบดีกว่า มีกลิ่นหอม สีสวย กล้วยไม้แข็งๆ ยังไงไม่รู้ ไม่เห็นสวยเลย
กล้วยไม้ดีกว่า สวยคลาสสิค ทนทาน และมีรูปลักษณะสวยงามเป็นช่อ กุหลาบไม่เห็นดีเลย หนามเยอะเดี๋ยวก็เหี่ยวแล้ว
ดาวเรืองดีกว่า ปลูกง่าย สีเหลืองบานสะพรั่งดูแล้วเย็นตา บูชาพระก็ได้
ดอกไม้ทั้งหลาย ไม่มีผิด ไม่มีถูก เขาเกิดมาตามธรรมชาติอย่างนั้น ผู้ที่ชื่นชอบดอกไม้ทั้งหลาย ใครชอบดอกอะไร ก็ไม่มีผิด ไม่มีถูก เพราะทุกอย่างล้วนถูกต้องตามจริตของแต่ละคน
แต่ถ้าชอบดอก กุหลาบ แต่ไม่ชอบดอกดาวเรือง ทุกข์ใจทุกครั้งที่เห็นดอกดาวเรือง นั่นย่อมไม่ถูกต้องตามธรรมชาติ เพราะทุกข์นั้นมันเกิดกับเรา ในขันธ์ 5 ของเรา มันไม่ได้เกิดกับดอกไม้เหล่านั้น ทุกอย่างเป็นของมันอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมชาติอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสมมุติของใคร
..........
..แกงเขียวหวานไก่ ... ไม่มีจริง...
ธรรมชาติ....การปรุงแต่ง...สมมุติภาษา....
พอกล่าวว่า....แกงเขียวหวานไก่....หลายคนก็คงมองเห็นภาพ สีสันของอาหารชนิดนี้ กลิ่นของแกงเขียวหวาน และรับรู้ถึงรสชาดว่าอร่อยแค่ไหน
ความหิวเริ่มถามหา ความอยากทานเข้ามาแทนที่
อะไรกัน แค่พูดคำว่า แกงเขียวหวานไก่.. แค่นี้ ทำให้คนรู้สึกหิวได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
นั่น เพราะว่า...สัญญาที่จดจำไว้ มีหมด ทั้งรูป รส กลิ่น สีสัน สัมผัส และเกิดอารมณ์ความพอใจ เมื่อเอ่ยคำว่า แกงเขียวหวานไก่ ความจำได้ อารมณ์ทั้งหลายเลยพากันออกมาเป็นชุด
แต่ถ้าบอกเนื้อไก่ แต่ถ้าบอกมะเขือ แต่ถ้าบอกพริกแกง แต่ถ้าบอกกะทิ แต่ถ้าบอกใบโหระพา แต่ถ้าบอกพริกอ่อน
รับ ฟังไปก็ไม่ได้ปรุงแต่งอะไรมากมาย เพราะมันเป็นของมันอย่างนั้นตามคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งของแต่ละชนิด พริกแกงก็เผ็ด กะทิก็มัน มะเขือก็ขื่นๆ โหระพาก็มีกลิ่น เนื้อไก่ก็เป็นอย่างนั้น พริกอ่อนก็เผ็ด ฟังแล้วก็ไม่ทำให้เกิดความหิวขึ้นมาได้ ... แต่ถ้ารวมกันแล้วกลายเป็น...แกงเขียวหวานไก่ กลับทำให้เกิดอยากทานได้เหมือนกัน เพราะสัญญาที่รับรู้มา มันปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกพอใจ เพราะชอบทานแกงเขียวหวานไก่นั่นเอง
แต่ จะเข้าใจได้หรือไม่ว่า...แกงเขียวหวานไก่...มันไม่ได้มีอยู่จริง มันเป็นการรวมกันของวัตถุปัจจัยทั้งหลาย แล้วปรุงแต่งไป จนกลายเป็นอีกสิ่งหนึ่ง แล้วสมมุติให้มันชื่อนี้
ระบบได้แยกแยะให้ฟังว่า มนุษย์ชอบติดอยู่กับสมมุติภาษา สมมุติว่าอะไรก็จะจดจำ แล้วก็มีความสุข ความทุกข์กับสมมุตินั้นอย่างแยกไม่ออก
ดังนั้น จึงได้อธิบายว่า แกงเขียวหวานไก่ เป็นการสมมุติขึ้นเพราะเหตุใด?
แกงเขียวหวานไก่ มีวัตถุดิบอะไรบ้าง ให้บอกมา
เนื้อไก่ มะเขือ พริกแกงเขียวหวาน กะทิ พริกอ่อน ใบโหระพา ทุกอย่างใส่แยกไว้คนละจาน
ดู นะนี่อะไร เนื้อไก่ นี่อะไร กะทิ นี่อะไร มะเขือ นี่อะไร พริกอ่อน....จากนั้นตั้งไฟ...แล้วเอาทุกอย่างใส่ลงไปในหม้อ ตามขั้นตอน วิธีการปรุงใส่เครื่องปรุงส่วนผสมเช่น น้ำปลา น้ำตาล พักหนึ่งยกลงจากเตาไฟ เปิดหม้อออกมา กลิ่นหอมฉุย สีสันสวยงาม ถามว่า
....นี่อะไร?
แกงเขียวหวานไก่
ไม่ใช่...ไม่ใช่ นี่อะไร?
แกงเขียวหวานไก่
ไม่ใช่ ไม่ใช่แกงเขียวหวานไก่
แกงเขียวหวานไก่ไม่มี...นี่อะไร...?
เอาใหม่นะ แยกๆ ทุกอย่างออกมา แล้วดูกันใหม่ นี่อะไร พริกแกง นี่อะไร กะทิ นี่อะไร เนื้อไก่ .....ดูนะ เอาทั้งหมดใส่หม้อรวมกัน ตั้งไฟ เสร็จแล้วยกลง นี่อะไร
แกงเขียวหวานไก่
ไม่ใช่ .... แกงเขียวหวานไก่ มีที่ไหน
นี่พริกแกง นี่มะเขือ นี่กะทิ นี่พริกอ่อน นี่เนื้อไก่ นี่ใบโหระพา แล้วไหนล่ะแกงเขียวหวานไก่ ชี้ไปตรงไหนก็ปะทะ มะเขือ ชี้ไปตรงไหน ก็ปะทะเนื้อไก่ ชี้ไปตรงไหนก็ปะทะกะทิ ชี้ไปตรงไหนก็ปะทะพริกแกง ไม่เห็นมีแกงเขียวหวานไก่ แกงเขียวหวานไก่...ไม่มีจริง
แกง เขียวหวานไก่เพิ่งเกิดขึ้น เพิ่งสมมุติขึ้นเดี๋ยวนี้เอง เมื่อสักครู่นี้ยังไม่มีแกงเขียวหวานไก่เลย มีแต่สิ่งที่นำมาปรุงแต่งรวมกัน ผสานกับความร้อน จนเกิดการแปรสภาพจากสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง แล้วสมมุติให้มันชื่อ แกงเขียวหวานไก่.. เท่านั้นเอง มีวัตถุดิบต่างๆมารวมกัน มีความร้อน จนเกิดการคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน เป็นการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย จนเกิดเป็นแกงเขียวหวานไก่ขึ้นมา โดยความเป็นตัวตนของแกงเขียวหวานไก่ ไม่มีจริง ไม่มีตัวตนจริงๆ มีแต่การสมมุติตามลักษณะอย่างนี้ รสชาดอย่างนี้ สมมุติให้ชื่อแบบนี้ อยู่ที่ใครเป็นคนที่สมมุติให้ชื่อนี้...เป็นคนแรก
จากนั้น คนต่อๆมาก็จดจำ บันทึกเอาไว้ แล้วสุข ทุกข์ กับแกงเขียวหวานไก่...ได้เหมือนกัน
คนที่ชอบ ได้ยินก็พอใจ เป็นสุข คนไม่ชอบ ได้ยินก็ไม่พอใจ เป็นทุกข์
นี่คือการปรุงแต่งขึ้นมาเห็นๆ แล้วสมมุติให้มันเป็นชื่อนั้น ชื่อนี้ ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้มีอยู่จริงตั้งแต่ทีแรก
มีเพียงคนในภูมิภาคนั้นๆ ในประเทศนั้นๆ ในความเข้าใจของภาษานั้นๆ รับรู้ในสมมุติเดียวกัน จึงบันทึกไว้เหมือนกัน และมีความพอใจ ไม่พอใจในสิ่งที่สมมุตินั้นเหมือนกัน แต่ถ้าคนประเทศอื่น เขามาเห็น เขาก็ไม่มีสุข มีทุกข์กับแกงเขียวหวานไก่ เพราะเขาไม่เคยบันทึกไว้ เขาก็ไม่รับรู้ ไม่เกิดความพอใจ ไม่พอใจ เพราะไม่เข้าใจ ไม่รู้รสชาดว่ามันเป็นยังไงนั่นเอง
แกงเขียวหวานไก่ จึงไม่มีอิทธิพลกับคนเหล่านั้น
นี่คือสมมุติ ใครสมมุติให้สิ่งไหน เรียกอะไร ทั้งๆที่มันไม่ได้มีอยู่จริงตามนั้น
มันเป็นของมันอย่างนั้นเองตามธรรมชาติ สิ่งนี้ รวมกับสิ่งนี้ รวมกับสิ่งนี้ แล้วมีกระบวนการปรุงแต่ง ก็เลยออกมาเป็นรูปแบบเช่นนี้ แล้วแต่ใครจะเรียกมันว่าอะไร จะสมมุติมันเป็นชื่อแบบไหน แกงเขียวหวานไก่ แกงเผ็ดไก่ ผัดพริกไก่ มันก็ยังคงเป็นของมันแบบนั้นไม่เปลี่ยนแปลง เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเรียกว่ามันว่าอะไร มันขึ้นอยู่กับว่าปัจจัยที่มารวมกันแล้วออกมาเป็นอย่างนั้นนั่นเอง
แป้ง - น้ำ ผสมกันปั้นเป็นก้อนเล็กๆ น้ำตาล กะทิ น้ำ รวมกัน ใช้กระบวนการความร้อน ก็กลายเป็นขนมบัวลอย ขนมบัวลอยมาจากไหน
ขนมบัวลอยเพิ่งเกิดมาใหม่ หลังจากนำสิ่งทั้งหลายมาปรุงแต่งรวมกัน แล้วสมมุติว่าหน้าตาอย่างนั้น...ควรชื่อ บัวลอย ก็คงไม่ต่างไปจากธรรมะที่ได้เคยอ่านมา ได้เปรียบเทียบไว้ว่า
รถยนต์ไม่ได้มีจริง เป็นโดยสมมุติ...ว่าสิ่งที่วิ่งได้นี้เรียกว่า รถยนต์
แต่ ถ้าแยกออกเป็นชิ้นๆ แล้วก็จะเห็นว่า ไม่ได้มีรถยนต์อยู่เลย รถยนต์ เป็นการสมมุติขึ้นมา เพื่อให้เข้าใจตรงกัน เป็นการนำเอาสิ่งสมมุติต่างๆ มารวมกัน ประกอบกัน แล้วเรียกสิ่งนั้นว่ารถยนต์ เมื่อแยกออกก็ไม่มีรถยนต์ ชี้ไปที่สิ่งใดก็เป็นประตู เป็นตัวถัง เป็นเครื่องยนต์ เป็นพวงมาลัย เป็นกระจก เป็นหม้อน้ำ เป็นแบตเตอร์รี่ เป็นท่อไอเสีย ..แล้วส่วนไหนที่เรียกว่า รถยนต์
ไม่มีรถยนต์ มีแต่การประกอบกันของสิ่งต่างๆรวมกันเข้าไว้ แล้วมีกระบวนการขับเคลื่อนได้ จึงสมมุติให้ชื่อว่า รถยนต์ รถยนต์...จึงไม่ได้มีอยู่จริง
ดังนั้น การสมมุติใดๆ ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงธรรมชาติได้ เพราะธรรมชาติก็เป็นอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าใครจะเรียกอะไร
อยู่กับสมมุติ แต่อย่าไปยึดติดในสมมุติ เพราะจะทำให้เราสุข เราทุกข์ กับสิ่งสมมุตินั้นๆ
เช่น ถ้ามีใครเอ่ยคำว่าโง่ ออกมา แล้วมองหน้าเรา เราจะตีความหมายทันที ตามที่เคยบันทึกไว้ ตามความหมายของคำว่า...โง่ แสดงว่าเขาว่าเรา หาว่าเราไม่ฉลาด เราไม่ทันคน เราพูดไม่รู้เรื่อง เรา......
คำว่า.....โง่ .... คำเดียว เราแปลความหมายไปได้ตั้งมากมาย แล้วก็นำไปทุกข์เสียหลายวัน
ความ จริงแล้ว เพราะเราเข้าใจภาษา เข้าใจว่าแปลว่าอะไร จึงนำความหมายนั้นมาทาบกับตัวเรา ถ้าไปว่า คนฝรั่งโง่ เขาอาจยิ้มให้ เพราะเขาไม่เข้าใจความหมายนั่นเอง
แต่จริงๆแล้ว ใครจะคิดอย่างไร ใครจะเข้าใจอย่างไร เราก็ยังเป็นของเราอยู่อย่างนี้ ไม่ได้ขึ้นกับอะไร อยู่ที่ว่าใครมองมุมไหนเท่านั้น
คนที่จบปริญญาเอก ก็อาจคิดว่าคนจบปริญญาตรี...โง่...กว่า
คนจบปริญญาตรี ก็อาจคิดว่า คนจบมัธยม โง่ กว่า
คนจบ มัธยม ก็อาจคิดว่า คนจบ ป.4 โง่ กว่า
คนจบ ป.4 ก็อาจคิดว่า คนไม่ได้เรียนหนังสือโง่กว่า อ่านไม่ออก
ซึ่ง จริงๆแล้ว คำว่า โง่ ไม่ได้มีอยู่จริงในธรรมชาติ อยู่ที่ว่าใครจะสมมุติให้คนนั้นๆเป็น... จากมุมมองไหนเท่านั้น จึงไม่ควรไปร้อนรน กระวนกระวาย เสียอกเสียใจ ที่เขาว่าเราโง่ เพราะนั่นเป็นมุมมองของเขา ไม่ได้เกี่ยวกับเราที่เป็นอยู่ หากเขาจะทุกข์เพราะคิดว่าเราโง่ เขาก็ต้องทุกข์เอง แล้วก็ต้องดับทุกข์เอาเอง
คำว่า เก่ง ฉลาด ก็ไม่มีจริง
เด็กหัดพูด เรียกพ่อ แม่ได้ ก็เก่ง ก็ฉลาดแล้ว
เด็กเข้าอนุบาล ร้องเพลงได้ บวกเลขได้ ก็เก่ง ก็ฉลาดแล้ว
แล้วจะไปยึดอะไร กับคำสมมุติเหล่านั้น
คนที่คนทั่วไปเห็นว่าดี แต่คนที่มีอคติ ก็ย่อมมีมุมมองแตกต่างออกไป ว่าเลว ว่าไม่ดี หรือคนที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ดี แต่ก็จะมีคนที่นิยมยกย่องอีกมากมาย อยู่ที่ว่าใครจะมองมุมไหน ใครจะชื่นชอบอย่างไร แต่คนคนนั้น ก็ยังเป็นคนๆนั้นอยู่นั่นเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะคิดอย่างไร
ถ้าเข้าใจ เขาจะสมมุติให้เราเป็นอะไร ก็สมมุติกันไปเถอะ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลย แค่คำพูด แค่ภาษา เขามองเราจากมุมไหน เขาก็ย่อมคิดไปในมุมนั้น แต่มิได้หมายความว่า เราจะเป็นอย่างนั้นตามที่เขามอง
เพราะ แม้แต่ขันธ์ 5 ที่ยืน เดิน นั่ง นอนอยู่นี้ ก็ยังเป็นสมมุติอยู่ดี ยังต้องเพียรละ เพียรวาง เพียรพิจารณาให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นเพียงการรวมของดิน น้ำ ลม ไฟ ปรุงแต่งตามเหตุปัจจัยจนคล้ายกับมีตัวตน ของตนขึ้นมา
สิ่งนี้ควรให้ความสำคัญ และหมั่นพิจารณาให้เห็นความเป็นจริงเสียที ถ้าอยู่เหนือสมมุติได้ สิ่งทั้งหลายก็จะเป็นความว่างในทันที
เพื่อหลุดพ้นจาก....โลกสมมุติใบนี้นั่นเอง
ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ชุดที่ 4
บรรยายโดย
อาจารย์สุดใจ ชื่นสำนวน
“เวลา” สิ่งล้ำค่าที่มองไม่เห็น?
คนเรา อาจมีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน มีทรัพย์สินเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่เท่าเทียมกัน มีความรู้ความสามารถ มากบ้าง น้อยบ้างแตกต่างกัน มีทั้งสุข มีทั้งทุกข์ สลับสับเปลี่ยนกันไปแต่ละวัน ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละบุคคล
เพราะความไม่เท่าเทียมนี้ จึงมีความเห็นผิด คิดว่าเราดีกว่าเขา เขาดีกว่าเรา หรือเราเสมอกับเขา ซึ่งเป็นความเห็นผิดที่ได้นำไปเปรียบเทียบ จึงเกิดมีมานะ มีอัตตาตัวตนขึ้นมา
โดยความเป็นจริงแล้ว ทุกสิ่งไม่ได้เป็นไปตามความหวัง ความต้องการของใคร แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่สะสมมา เมื่อไม่เข้าใจความเป็นไปของทุกสรรพสิ่ง ก็ย่อมเห็นผิดคิดเปรียบเทียบนั่นเอง
ทุกสรรพสิ่ง มีเหตุและผล มีกรรม วิบากกรรม เป็นตัวกำหนด ไม่มีใครอยากเกิดมาพิการ ไม่มีใครอยากเกิดมาอดอยากยากแค้น ไม่มีใครอยากเกิดมาอาภัพเป็นเด็กกำพร้า ถูกด่าว่าทุบตี หรือมีแต่โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน
ถ้าเลือกได้ ทุกคนก็อยากจะเกิดมาสุขสบาย ร่างกายแข็งแรง มีเงินมีทอง ชื่อเสียงเกียรติยศ มีคนยกย่องสรรเสริญกันทั้งนั้น แต่ทำไมเราจึงเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน นั่นก็เป็นเพราะเหตุปัจจัยที่สะสมไว้ ส่งผลมาให้เป็นอย่างนั้น อย่างนั้น
แต่สิ่งหนึ่งที่เท่ากัน แม้จะไม่ต้องการให้เป็น นั่นคือ..... เวลา
ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ในแต่ละวัน แต่ละนาที แต่ละวินาที ไม่ว่าใคร จะทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เวลาจะผ่านไปแต่ละวินาทีเท่ากัน
วินาทีนั้นจะสนุกสนาน วินาทีนั้นจะโศกเศร้าเสียใจ วินาทีนั้นจะมีความสงบภายใน เวลาก็ผ่านไปเท่ากัน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
คนที่กำลังสนุกสนาน คนที่กำลังมีความสุข ก็บ่นว่าเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน
คนที่กำลังรอคอยด้วยความหวัง หรือกำลังเผชิญทุกข์ท้อทรมาน ก็บ่นว่าเวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน
เวลาเท่ากัน แต่อุปาทานแตกต่าง
คนที่มีความสุข อยากให้เวลาเดินช้าๆ ไม่อยากให้ถึงเวลาต้องจากสิ่งที่พอใจ
คนที่มีความทุกข์ คนที่รอคอยอะไร อะไร ก็อยากให้เวลาเดินไวไว จะได้ถึงเวลาที่จะได้พบกับสิ่งที่ตนต้องการเสียที
เวลาเท่ากันใน 1 วัน 1 ชั่วโมง 1 นาที 1 วินาที ไม่มีลำเอียง
ถ้าเวลามีความคิด ความรู้สึกได้ คงจะระอาใจกับมนุษย์ทั้งหลายที่ก่นด่า
ไวก็ว่า ช้าก็บ่น
ความไว ความช้า อยู่ที่เวลาจริงหรือ?
ความไว ความช้า มันอยู่ที่ว่า ใครต้องการอะไรต่างหาก
ถ้าทำงานแล้วเบื่อหน่าย ก็อยากให้เวลาเดินไวไว จะได้กลับเสียที คราวนี้ก็รอเวลา เวลาเดินช้าเหลือเกิน
กำลังเที่ยวอย่างสนุกสนาน ก็บ่นว่า เวลาผ่านไปไวเหลือเกิน ต้องกลับเสียแล้ว
พอจะเช้าก็บ่นว่า เวลาเดินไว ต้องไปทำงานอีกแล้ว
แต่ละวินาที เวลาผ่านไปเท่ากัน มันไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างกันเลย
ธรรมชาติ เขาก็เป็นของเขาอย่างนั้น เป็นไปตามเหตุปัจจัยแต่ละขณะ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของใครๆ
เมื่อมีไอน้ำในอากาศมาก ก็ต้องมีฝนตกเป็นธรรมดา
ฝนตก ชาวไร่ชาวนาก็ดีใจ คนค้าขาย ก็พร่ำบ่นเพราะขายของไม่ได้
ฝนไม่ตก คนค้าขายก็ดีใจ ชาวนาชาวไร่ ก็พร่ำบ่นว่าพืชผลเสียหาย ฝนไม่ตกมาเลย
ยิ่งเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพฯ ฝนตกทีไร ความทุกข์ก็มากมายท่วมเมือง
นั่นเพราะ ฝนตกทีไรไปทำงานลำบาก รถติดมากมาย ขายของไม่ได้ น้ำท่วมถนน หรือแดดร้อนทั้งวัน คนทำงานในออฟฟิตก็ยินดี คนทำงานกลางแจ้งก็ไม่พอใจ เพราะต้องทำงานไปท่ามกลางความร้อนระอุของแสงแดดที่แผดเผานั่นเอง
แต่คนที่ต้องการแสงแดด ก็พอใจ สบายใจ ที่แดดออกทั้งวัน ซักผ้าแล้วแห้งได้ไวดังที่ใจต้องการ
ทุกอย่าง....เกิดตามเหตุปัจจัยที่มาผสมผสานกันอย่างพอเหมาะ พอสมของธรรมชาติ แล้วก็เกิดเหตุการณ์อย่างนั้น อย่างนั้นขึ้น
ดังนั้น การใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน ย่อมหลีกเลี่ยงในการที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ไม่ได้เลย
สภาวะอารมณ์ต้องแปรเปลี่ยน ขึ้นลงกับสถานการณ์รอบข้างตลอดเวลา เรียกว่า ความทุกข์มันเรียกหาทุกเวลานาทีนั่นเอง
เพราะความเข้าใจผิด ไม่เข้าใจในความเป็นไปของทุกสรรพสิ่ง ใน..
กามตัณหา (อยากได้) อยากได้สิ่งนั้น สิ่งนี้
ภวตัณหา (อยากมี อยากเป็น) อยากมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
และวิภวตัณหา (ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น) ไม่อยากเป็นอย่างนี้เลย
ที่ในสภาวะขณะนั้น มันต้องได้ ต้องมี ต้องเป็น ของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว
แต่ไม่เห็นตามสภาวะที่มันเป็น ไม่พอใจ อยากเปลี่ยนให้มันเป็นไปดังที่ต้องการ นั่นคือ....อยากไปเปลี่ยนแปลงให้มันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างที่เราต้องการ
แต่เพราะมันเป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้ มันจึงไม่เป็นไปดังที่ใครๆต้องการ
สิ่งที่เราอยากได้ ก็กลับไม่ได้
สิ่งที่เราอยากให้มี ก็กลับไม่มี
สิ่งที่เราอยากให้เป็น ก็กลับไม่เป็น
สิ่งที่เราไม่อยากให้เป็น ก็กลับเป็น
เมื่อมันไม่เป็นไปดังต้องการ....เราก็เลยเป็นทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นทุกข์เล็กๆ หรือทุกข์ใหญ่ๆ ก็ไม่มีใครต้องการทั้งนั้น
แม้กระทั่งพายุไซโคลน แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ที่คร่าชีวิตคนมากมายอยู่ในนานาประเทศในขณะนี้ บ้านเรือนเสียหาย ผู้คนล้มตาย แม้จะไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่เพราะไม่ได้มีใครไปบังคับบัญชากับธรรมชาติได้ มันเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่ผสมผสานกันในขณะนั้นๆ
แม้ไม่ได้มีใครอยากให้เป็นเช่นนั้น แต่ความต้องการทั้งหลาย ก็ไม่ได้ไปเปลี่ยนเหตุปัจจัยของธรรมชาติได้เลย
ลม ที่ก่อตัวเป็นพายุใหญ่พัดถล่มสหรัฐอเมริกาอย่างมากมายนั้น มันก่อตัวขึ้นมากมายนับเป็นร้อยๆลูก มีใครไปห้ามได้ไหม? มีใครอยากให้เกิดไหม?
ไม่มีใครอยากให้เป็น แต่มันก็ต้องเป็น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยนั้นๆ
แล้วประเทศที่ยิ่งใหญ่มากมายในทางโลกอย่างสหรัฐ ต่อให้ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ยังสู้กับธรรมชาติไม่ได้อยู่ดี หรือต่อให้ประเทศใดๆก็ตาม ก็ไปห้ามปรามธรรมชาติไม่ได้ ยกเว้นเตือนกันไป หลบลี้หนีภัย ได้เท่าไรเท่านั้น
เพราะฉะนั้น ธรรมชาติยิ่งใหญ่เหนือสิ่งใด และธรรมชาติก็ไม่เคยทำตามความหวัง ความต้องการของใครๆ เขาเป็นของเขาอย่างนั้น
ในขณะหนึ่งของธรรมชาติ ใน 1 นาทีนี้ ที่ธรรมชาติต้องเป็นอย่างนั้น ก็สามารถทำให้คนส่วนหนึ่งสุข คนส่วนหนึ่งทุกข์ คนส่วนหนึ่งไม่สุข ไม่ทุกข์ ก็ได้
เพราะความหลากหลายของความต้องการ แล้วได้ดังใจ หรือไม่ได้ดังที่ใจต้องการ จึงสุข จึงทุกข์กันไป ทั้งๆที่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงธรรมชาติในขณะนั้นได้ก็ตาม
ดังนั้น ในช่วงเวลานั้นๆ เวลาก็ผ่านไปเท่ากัน คนที่พอใจฝน ในนาทีนั้น เวลาก็ผ่านไปด้วยความสุขใจ คนที่ไม่พอใจ ร้อนรนในใจ เวลาก็ผ่านไปหนึ่งนาทีเท่ากัน คนที่ไม่สุขไม่ทุกข์กับฝนนั้น ก็เพราะรู้ และเข้าใจในความเป็นไปของธรรมชาติแล้วสงบได้
ก็ผ่านไปหนึ่งนาทีเท่ากัน เวลาที่ผ่านไปเท่ากัน แต่ความเห็น ความต้องการ และอุปาทานแตกต่างกันไป ซึ่งขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่แต่ละคนมี
ดังนั้น การที่เรามีจิตขึ้นลงตลอดเวลา สุขทุกข์ตลอดเวลา พอใจไม่พอใจตลอดเวลา นั่นเป็นเพราะว่าสิ่งที่เข้ามากระทบในชีวิตประจำวัน แล้วเรายึดมันในทุกๆเรื่อง แล้วเราก็อยากให้มันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างที่เราต้องการ
สิ่งที่เราอยากให้เป็น แล้วมันไม่เป็นดังหวัง เราอยากให้ได้ แล้วมันไม่ได้ดังหวัง หรือเราไม่อยากให้เป็นอย่างนี้เลย แล้วมันกลับเป็นอย่างที่ไม่ต้องการ เราก็จะทุกข์ เพราะอยากบังคับบัญชาให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แล้วมันไม่ได้ดังต้องการ
เวลา 1 นาที ที่อีกคนมีความสุข อีกคนมีความทุกข์ อีกคนมีความสงบท่ามกลางสถานการณ์ที่วุ่นวาย เท่ากันใน 1 นาที แต่ว่าสิ่งที่มี ที่เป็นแต่ละท่านมีในภาวะจิตขณะนั้น ไม่เท่าเทียมกัน
เวลา.. สมมุติเวลานี้.. ที่ไม่เคยลำเอียงเข้าข้างใคร อยากให้เวลาเดินช้าๆ อยากให้เวลาผ่านไปเร็วๆ หรือไม่เคยสนใจว่าเวลาจะผ่านไปช้าเร็วเท่าไร เพราะเห็นความเป็นอย่างนั้น อย่างนั้น ในปัจจุบันขณะอยู่ตลอดเวลานั้น เวลาที่ผ่านไปก็เท่ากันใน 1 นาที
นี่คือความยุติธรรม ของธรรมชาติ นี่คือความเท่าเทียมกัน ที่ธรรมชาติมีให้กับทุกสรรพสิ่ง
ใครที่น้อยใจว่า เราเกิดมาไม่เท่าเทียมกับคนอื่นนั้น ทำไมคนนั้นมีทรัพย์สมบัติ มีเงินมีทองมากมาย ทำไมคนนั้นมีอำนาจวาสนาใหญ่โต ทำไมคนนั้นมีธุรกิจมากมาย ทำไมคนนั้นมีชื่อเสียง
และมองอีกด้าน ทำไมคนนั้นลำบากยากจน ทำไมคนนั้นต้องหาเลี้ยงตนอย่างค่นแค้น ทำไมคนนั้นพิกลพิการ กำพร้าน่าเวทนายิ่งนัก
แล้วทำไมคนนั้นความเป็นอยู่ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ทำงานไปวันๆ มีเงินไม่มากมาย แต่ทำไมดูเหมือนเขาก็มีความสุขได้แค่ในสิ่งที่เขามี
สุข ทุกข์ วัดกันที่อะไร?
แล้ว....อะไร....คือสิ่งที่สำคัญ...
1 นาทีที่คุณมีนั่นแหละ สำคัญที่สุดแล้ว
1 นาที ที่คุณมีโอกาสเลือกได้ ว่าจะทุกข์ จะสุข
หรือจะปล่อยวางขันธ์ห้าที่มีอวิชชาเป็นตัวนำ และเป็นมูลเหตุของความทุกข์ทั้งหลาย
คุณเลือกได้ที่จะเป็น
คุณเลือกได้ที่จะเป็น
1 นาทีของคนมีเงินพันล้านแล้วนอนรอความตาย สมบัติทั้งหลายจะมีความหมายอะไร แค่เอามาแลกกับเวลาที่ยังเหลือน้อยนิด ให้ยาวออกไปได้สักวัน สักเดือน สักปี เท่านี้ก็พอใจแล้วทรัพย์สินทั้งหลายย่อมไม่มีค่า แค่มีเวลาเพิ่มอีกสักนิดให้กับชีวิตเท่านั้น
แล้วเราล่ะ ทิ้งขว้างเวลากันทุกนาที ด้วยความคิดที่ว่า...ยังมีเวลาเหลือเฟือ
ความประมาทนี้ มีอยู่ในเรา เรา ท่าน ท่าน ทุกคน
แต่ความประมาทนี้ ไม่มีอยู่ในผู้รู้ ผู้ฝึกตนดีแล้ว
จากพระไตรปิฎก ภาษาไทย
ฉบับหลวง เล่มที่ 14
“ภัทเทกรัตนสูตร” ข้อที่ 527
ไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่ควรหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นเป็นอันละไป สิ่งใดยังไม่มาถึง สิ่งนั้นเป็นอันยังมาไม่ถึง บุคคลจึงควรเห็นแจ้งในธรรมะปัจจุบัน อันไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน พึงเจริญธรรมนั้นเนืองๆ ให้ปรุโปร่งเถิด พึงทำความเพียรให้ได้ ในวันนี้แหละ เพราะใครเล่า จะรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ได้ การผัดเพี้ยนกับความตาย ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย
1 นาทีของท่านจะสำคัญที่สุด... ถ้า
1 นาทีนั้น ได้พบพระธรรม มีโอกาสได้เห็นสัจธรรม นั่นสำคัญที่สุด สำคัญมากกว่าชีวิตที่ยังเวียนว่ายตายเกิดด้วยความไม่รู้มากมายนัก
เหมือน คำกล่าวทางธรรมที่ว่า คนเกิดมาร้อยปี แล้วไม่พบธรรมะ ถือว่าเกิดมาชาตินั้นก็เป็นโมฆะบุรุษ คือไม่เห็นสัจธรรม ยังคงเวียนว่ายตายเกิดไปอย่างไม่มีทิศทาง สู้คนที่เกิดมาวันเดียวแล้วพบธรรมะ พบสัจธรรมยังไม่ได้เลย
นั่นคือ ต่อให้มีเวลายาวนานแค่ไหน ถ้าไม่เห็นทางไปที่ถูกตรง ก็ถือว่าเสียเวลาไปอย่างน่าเสียดายที่สุด ในการมีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ในภพชาตินี้
แต่วันเดียวนี้ ถ้าได้มีโอกาสรู้ ได้มีโอกาสเห็นความเป็นจริงของสัจธรรมแล้ว เห็นกฎไตรลักษณ์แล้ว เขาก็จะมีแนวทางของการปฏิบัติ แต่ละนาทีที่ผ่านไปเขาได้เห็นสัจธรรม ละการยึดมั่นถือมั่นทีละน้อย ทีละน้อย แม้เวลาที่มีแค่วันเดียวนี้ เมื่อเข้าใจ ภพชาติใหม่ที่ต้องเกิดมา ก็จะละอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ต่อเนื่องไปจากชาติที่ผ่านมา เรียกว่าการบันทึกมุ่งไปในแนวทางใด ธาตุรู้ก็จะบันทึกไว้แล้วส่งต่อไปในแนวทางนั้น ก็จะลด ละ เลิก ปล่อยวาง เห็นความว่างจากความเป็นตัวตนของตน ก็จะเพียรปฏิบัติตามฐานความเห็นถูกตรงต่อไปเรื่อยๆ เรียกว่าเกิดมาเพื่อปฏิบัติต่อเนื่องต่อไปจนกว่าจะเกิดปัญญาเห็นธรรม หรือเห็นธรรมชาติตามจริงจนได้ หลุดพ้นจากความเห็นผิดยึดติดในตัวตนได้ ในชาติใดชาติหนึ่งนั่นเอง
เวลาของอดีตที่ผ่านมา ก็ผ่านไปแล้ว จะกลับย้อนไปเปลี่ยนใหม่ก็ไม่ได้
เวลาที่คาดหวังในอนาคต ยังไม่มาถึง จะไปคาดหวัง จะไปคิดล่วงหน้าก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะยังไปไม่ถึง
เวลาที่ท่านมี.. แม้เพียงเสี้ยววินาทีใน.. “ปัจจุบัน”.. นั่นแหละ สำคัญที่สุด
โลกว่างเปล่า
พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ที่เรียกว่า โลกว่างเปล่านั้นเป็นเช่นไร?
พระองค์ตรัสว่า อายตนะ วิญญาณ ผัสสะ และเวทนา เป็นของว่างเปล่า
เพราะว่างจากตน จากความเป็นของของตน
จากหนังสือพระไตรปิฎก ฉบับเยาวชน เล่มที่ 5 อ้างจาก สุญญสูตร เล่ม 18 ข้อ 104-110
………………..
สมมุติ.. คำสั้นๆ แต่ไม่รู้เท่าทันกันเสียที
โลกว่างเปล่า เพราะเป็นธรรมชาติ เป็นของว่าง
และว่างจากการเป็นตัวใคร ของใคร
แต่เพราะความมีอวิชชา คือความเห็นผิดคิดว่าเป็นตัวตน
จึงได้ยึดเอาดินน้ำลมไฟที่ประกอบกันขึ้นมา ว่านี่เป็นตัวตน ของตน
เป็นจริง เป็นจัง เป็นเรา เป็นเขา
ทั้งๆ ที่โดยแท้แล้ว ทุกสิ่งเป็นธรรมชาติ เป็นการประกอบกันตามเหตุปัจจัย เป็นการรวมกันของดินน้ำลมไฟ โลกนี้จึงว่างอยู่โดยความเป็นธรรมชาติอย่างนั้นอยู่แล้ว ไม่ได้มีการแบ่งแยกใด ๆ
แต่ เมื่อเห็นผิด คิดว่ามีตัวตน จึงยึดเอาก้อนดินน้ำลมไฟ ที่รวมกันตามเหตุปัจจัย แล้วยึดครองได้นี้ สมมุติว่าเป็นตัวเรา แล้วก้อนอวิชชา ก้อนอื่นๆ รายรอบนั้น สมมุติให้เป็นตัวเขา
แล้วสมมุติอื่น ๆ ก็ตามมา
เหตุเกิดเพราะอวิชชา ความไม่รู้จริง เห็นสิ่งที่ไม่มี ว่ามี นั่นเอง
โลกจึงอยู่โดยสมมุติ สมมุติว่าเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา
วันนี้ เราจึงควรมาเรียนรู้สมมุติกันสักนิด เพราะยังยึดติดอยู่ในสมมุติ.. กันมากเหลือเกิน..
สมมุติว่ามี.. เรา ...มาเล่าเรื่องสมมุติกัน
ธรรมชาติ มีเพียงหนึ่งเดียว ไม่มีการแบ่งแยก ทุกสรรพสิ่งก็เป็นเช่นนั้นโดยธรรมชาติ คงสภาพความหนึ่งเดียวของธรรมชาติ ด้วยความที่มันเป็นเช่นนั้นเอง
ธรรมชาติแท้มีเพียงหนึ่งเดียว ไม่มีสอง ไม่มีแบ่งแยก
ไม่ว่าใครจะเรียกสิ่งนั้นๆ ว่าอะไร แต่สิ่งนั้น ก็ยังคงเป็นสิ่งนั้นอยู่นั่นเอง
ไม่ขึ้นกับสมมุติบัญญัติแต่อย่างใด
ธรรมชาติ มีหนึ่งเดียว คือสภาพของธรรมชาติที่รวมกันอยู่ ณ ขณะหนึ่งๆ
มันเป็นสภาพโดยธรรมชาติในขณะนั้นๆ
ไม่มีใหญ่ ไม่มีเล็ก ไม่มีหนัก ไม่มีเบา ไม่มียาว ไม่มีสั้น ไม่มีสูง ไม่มีต่ำ ไม่มีดำ ไม่มีขาว
ก้อนหิน 1 ก้อน เขาก็เป็นก้อนหินวางอยู่อย่างนั้น
เมื่อมีหินอีก 1 ก้อนมาวางข้างกัน ต่างก็เป็นก้อนหินอย่างนั้น
แต่เมื่อแม่ใช้ให้ไปหยิบก้อนหินมาก้อนหนึ่ง ลูกวิ่งออกไป แล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปหยิบก้อนหินก้อนไหน
แม่ก็บอกว่า หยิบหินก้อน..."เล็ก"....มา
เมื่อนั้น “สมมุติใหม่” ก็เกิดเพิ่มขึ้นมา ก้อนหินก้อนนั้น มันจะถูกเปรียบเทียบโดยสมมุติทันที มันจะกลายเป็น “เล็ก” ไปโดยปริยาย
แล้วสมมุติของมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เมื่อมีสิ่งอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
ถ้าหยิบก้อนเล็กมาวางอีกที่หนึ่ง มันมีก้อนเดียว มันก็เป็นก้อนหินที่มีสมมุติเดียว คือชื่อว่า ก้อนหิน แต่ถ้ามีอีกก้อนมาวาง แล้วเล็กกว่า หินก้อนนี้ก็จะมีสมมุติเพิ่มขึ้นมาในทันที ว่าก้อนหิน..ก้อนใหญ่
เป็นหินก้อนใหญ่ เพราะมีก้อนเล็กก้อนใหม่มาให้เปรียบเทียบ
ตัวก้อนหิน ก็ไม่ได้อยากเป็นก้อนใหญ่ หรือก้อนเล็ก แต่เพราะมันบังคับบัญชาไม่ได้ อยู่ที่ใครจะสมมุติให้ว่ามันเป็นอะไร
ลองคิดดูว่า หินก้อนนี้ มีสมมุติภาษาซ้อนๆๆๆ อีกสักเท่าใด
สมมุติแรก เป็นสมมุติของธรรมชาติ ดินน้ำลมไฟ ที่ประกอบกันขึ้นมาตามเหตุปัจจัย และเป็นลักษณะรูปแบบอย่างนั้นเอง ไม่ได้มีชื่ออะไร
สมมุติที่ 2 ใครพบเห็นแล้วตั้งชื่อให้ว่าเป็น....ก้อนหิน
สมมุติที่ 3 หินก้อนนี้มีลักษณะเท่านี้ แต่มันมีสมมุติให้เล็ก ให้ใหญ่ ให้กลางได้ ในเมื่อมีสิ่งอื่นใดมาเปรียบเทียบ
สมมุติที่ 4 หากหินก้อนนี้มีการค้นพบว่าเป็นหินควอตซ์ มันก็จะมีชื่อควอตซ์ ตามมา
สมมุติที่ 5 คนมาหา บอกว่ามันสวยกว่าอีกก้อน หินนี้เลยกลายเป็นหินสวยงาม
สมมุติที่ 6 หินควอต์ ถ้าหากรู้ว่ามีคุณสมบัติ รับพลังงานได้ รักษาคนได้ มันก็จะเป็นหินรักษาทันที
ดิน น้ำ ลม ไฟ จับตัวกัน (ธรรมชาติ) เป็นก้อน ลักษณะแข็ง (ตามสมมุติ) เรียกก้อนหิน (สมมุติลักษณะโดยรวม) ชื่อหินควอท ก้อนขนาดเล็ก มีความสวยงาม ใช้รับพลัง
จาก หินก้อนหนึ่งที่ไม่มีใครสนใจ จะกลายเป็นหินที่มีความหมายไปในทันที ก้อนหินก็จะรุงรัง ด้วยมีสมมุติตามเกาะมันมากมาย แล้วคนทั่วไปก็แย่งไขว่คว้า หามันในทันที
จากว่าง กลายเป็นวุ่น จากเบาสบาย กลายเป็นรุงรัง ด้วยสมมุติมากมายที่มนุษย์ตั้งให้ และหินก้อนนี้ต้องแบกไปด้วย
แต่ว่าตัวของก้อนหิน มันอาจจะไม่ได้รู้ว่าใครๆเอาอะไรมาใส่ให้มัน เพราะมันเป็นของมันอย่างนั้น มันอยู่อย่างอิสระ มันก็ไม่ได้ติดในสมมุติอะไร
จะอีกกี่สมมุติที่ทับซ้อนกันเข้าไป หินก้อนนี้ ก็ยังคงความเป็นสภาวะของธรรมชาติอยู่อย่างนั้น คนที่สมมุติมันต่างหาก ที่อาจสุข อาจทุกข์ อาจพอใจ อาจไม่พอใจ ไปกับก้อนหินก้อนนี้
ไม่เป็นทวินิยม
อุณหภูมิของน้ำ มีแต่ร้อนมาก หรือร้อนน้อย
ไม่มีร้อน หรือเย็น
ธรรมชาติแท้จริงไม่เป็นทวินิยม…นี่เป็นกฎธรรมชาติ
การแก้ปัญหาของมนุษย์ ต้องไม่มีฝ่ายใด
ถูก ผิด ดี ชั่ว แพ้ ชนะ ฯลฯ
แต่ด้วยการปรองดองในทางสายกลาง
ด้วยความรู้สึกว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
จึงจะถูกตรงกับกฎของธรรมชาติ แล้วจะแก้ปัญหาได้
จากหนังสือธรรมะ ฝนประปราย ของ วรธัม
ต้นไม้ กี่ต้น กี่ต้น ที่ขึ้นมา มันก็เป็นของมันอย่างนั้น มันมีคุณสมบัติแต่ละอย่างแตกต่างกันไป ให้ผล ให้ดอก แตกต่างกันไป มันก็ไม่ได้รู้ว่ามันชื่ออะไร
แล้วแต่ใครจะเรียกมันว่าต้นอะไร ผลอะไร มันก็ไม่ได้รุงรังไปกับสมมุติที่ไปตั้งให้มัน
แล้ว ทำไม เรา...ก็อยู่ในโลกสมมุติเช่นกัน ยังรุงรังไปด้วยสมมุติมากมาย ที่ใครๆเขาตั้งให้ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นป้า เป็นอา เป็นนักเรียน เป็นอาจารย์ เป็นคนดี เป็นคนเลว เป็นคนสวย เป็นคนไม่สวย
สมมุติ ใดๆ ถ้าเข้าใจก็จะไม่ติดในสมมุตินั้นๆ ทำหน้าที่ทุกอย่างได้อย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นพ่อ ก็ทำหน้าที่พ่อไปตามความเหมาะสม เป็นสามี เป็นภรรยา เป็นพี่ เป็นน้อง ก็ทำหน้าที่ไปตามความเหมาะสม เป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นครู เป็นหัวหน้า เป็นลูกน้อง หรือจะเป็นอะไร ต่ออะไร ก็ทำหน้าที่ตามที่ได้เกิดมาในสมมุตินั้นๆอย่างเหมาะสม
ธรรมะคือหน้าที่...นี่เป็นเรื่องถูกต้อง
ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นสมมุติ แต่ก็ยังยึดติดในสมมุติ ยังทุกข์ ยังห่วงหาอาทรกับสมมุตินั้นๆ ไม่เพียรเร่งทำความเข้าใจ ทุกข์ทรมานมากมาย
เมื่อหมดเวลา เพราะต้องตายจากชาตินี้ไป คืนดินน้ำลมไฟสู่ธรรมชาติ ก็จะต้องไปสมมุติใหม่ ไปมีพ่อ มีแม่ มีพี่ มีน้อง มีลูกเมีย ในชาติถัดๆไปกันอีก
ก็ยึดกันใหม่ สมมุติกันใหม่ ทุกข์สุขกันใหม่ ในภพชาติต่อๆไปทั้งสิ้น
ครอบครัวใหม่ๆ กับภพชาติใหม่ๆ ที่ต่อเนื่องยาวนานกันมาแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้
แล้วทุกข์กับเรื่องสมมุติกันมาเท่าไร
ถ้าเข้าใจให้ตรงกับความเป็นจริง ทุกข์จากสมมุติ...ก็หลอกกินเราไม่ได้...เพราะความเข้าใจและรู้เท่าทันนั่นเอง
อย่างเช่น คนที่ยึดติดรูปลักษณ์ ความสวย ความงาม ความหล่อ ของร่างกาย
อยู่กับสมมุติได้ แต่ต้องเข้าใจสมมุติให้ถูกตรง
ถ้ายืนคนเดียว เราก็เป็นอย่างนี้แหละ สบายๆ
แต่มีคนใหม่มายืนข้างๆ คนเดินผ่านมา ซุบซิบว่า เราหน้าตาดีกว่าอีกคน
ยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่ มีความสุข เพราะเราสวยกว่า หล่อกว่า
แต่พอคนนี้เดินไป คนใหม่เดินมายืนข้างๆ รูปร่างสวยงาม คนเดินผ่านมาแล้วซุบซิบกันว่า คนนั้นสวยจัง
ตอนนี้เรากลายเป็น...ไม่สวย...ไปแล้วตอนนี้
เมื่อมีของสองสิ่งคู่กัน เมื่อนั้นย่อมมีการเปรียบเทียบ
แล้วก็ต้องสมมุติสิ่งหนึ่งขึ้นมาเปรียบเทียบกัน
สวย ไม่สวย หล่อ ไม่หล่อ หนุ่มกว่า แก่กว่า เด็กกว่า ก็ไม่ได้มีจริง มันเป็นสมมุติเพื่อเปรียบเทียบนั่นเอง
หน้าตาอย่างนี้ ก็คือหน้าตาอย่างนี้แหละ ใครจะเรียกอะไรก็ตามที
ถ้ายังขึ้นลงไปกับสมมุติภาษา ที่เรียกขานกันว่าอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว
จะรุงรัง มากมาย จะทุกข์อีกเท่าไร หากต้องเร่งขวนขวาย ตะเกียกตะกายเพื่อให้สวย ให้หล่อได้ตามที่ใครๆสมมุตินั้น
ซึ่งแม้แต่ทางธรรมะ ยังไม่ให้เปรียบเทียบเลยว่า เราดีกว่าเขา เขาดีกว่าเรา หรือเราเสมอเขา
เพราะการเปรียบเทียบ ก็ย่อมต้องมี 2 สิ่งมาเปรียบเทียบกัน จึงต้องมี ดีกว่า สวยกว่า หล่อกว่า ใหญ่กว่า ขาวกว่า หนักกว่า แล้วแต่จะเปรียบเทียบกับอะไร
ซึ่งความจริง ทุกสิ่งมันก็เป็นของมันอย่างนั้น มันก็ตั้งอยู่ในปัจจุบันขณะนั้นๆแหละ แล้วแต่ใครจะสมมุติให้มันเป็นอะไร สมมุติให้เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหมา เป็นแมว เป็นนก เป็นสิ่งนั้น เป็นสิ่งนี้ เป็นชื่อนั้น เป็นชื่อนี้
ทั้งๆที่ธรรมะก็บอกอยู่แล้วว่า ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ทุกอย่างเป็นสมมุติทั้งสิ้น
ยืนอยู่ เดินอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่ ยังไม่ได้เป็นตัวตนเลย
แล้วนับประสาอะไร กับสมมุติมากมายที่ใครต่อใครตั้งให้ มันจะเป็นของตนแน่หรือ?
ควรหรือ? ที่จะไปยึดมั่นถือมั่น กับสมมุตินั้นๆ ที่ตั้งกันขึ้นมา
ยังต้องเดินทางกันอีกยาวไกล จะต้องแบกสมมุติมากมายไปด้วย...มันจะเดินไหวไหม
เพราะโลกนี้ เป็นของว่าง ว่างโดยสมมุติอยู่แล้ว
หากยังไม่พ้นจากอวิชชา คือเห็นผิดคิดว่าเป็นตัวตนแล้วนั้น ก็ยังคงต้องอยู่กับโลกสมมุติกันร่ำไป
เหมือน เราเอง ก็ไม่ได้อยากจะแก่ ไม่ได้อยากจะอายุมาก แต่เพราะบังคับบัญชาไม่ได้ มันเลยร่วงโรยไปตามวันเวลา จนถึงขณะนี้ ถ้าหากว่ามีอายุ 30 ปี คนอายุน้อยกว่ามาหาก็เรียกเราพี่ คนอายุมากกว่ามาหาก็เรียกเราน้อง ถ้าเด็กมาหา ก็เรียกว่าน้า ว่าอา ว่าป้า ว่าเจ๊ ว่าอะไรไปตามเรื่อง
แล้วแต่จะสมมุติเรียกว่าอะไร
เราเกิดมาก็มากด้วยสมมุติมากมาย ชื่อ นามสกุล พ่อ แม่ พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา พอจากกันไป แต่ละคนก็แยกย้าย ไปสมมุติกันใหม่ ในภพภูมิถัดไป
เราจึงมีพ่อแม่ พี่น้อง ลูกเมีย เพื่อนพ้องกันมาเป็นแสนๆชาติ
แล้วก็สมมุติกันมาอย่างนี้ไม่รู้กี่กัปป์ กี่กัลป์
เราก็จะมีสมมุติสะสม มากขึ้นเรื่อยๆ สมมุติทั้งหลาย ก็ไม่ได้เลือกที่จะมี จะเป็น แต่มันเป็นเหตุปัจจัยตามธรรมชาติ ที่บังคับบัญชาไม่ได้
เราไม่ได้อยากเป็นป้า มันดูแก่มากเลย แต่ว่าน้องสาวแต่งงานแล้วมีลูก ลูกก็เรียกเราป้า
ฉันเพิ่ง 30 ยังสวยพริ้ง จะให้ฉันเป็นป้าได้ยังไง
นั่นแหละ ตัวตนจึงเกิดขึ้น ความทุกข์จึงเกิดขึ้น เพราะความไม่อยากเป็นนั่นเอง
แต่ก็ไปเปลี่ยนไม่ได้ เพราะมีน้อง และน้องมีลูก เราจึงต้องเป็นป้า ตามภาษาสมมุติ จะขอลาออกจากการเป็นป้าก็ไม่ได้ เพราะเขาสมมุติลำดับขั้นการนับญาติเช่นนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น ตัณหา จึงเป็นต้นเหตุให้เกิดทุกข์
กามตัณหา อยากได้
ภวตัณหา อยากมี อยากเป็น
และวิภวตัณหา ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น
เพราะไม่อยากเป็นป้า เลยต้องทุกข์ไปตามระเบียบ
นี่คือสมมุติ ทุกอย่างเป็นสมมุติ ที่มนุษย์ตั้งขึ้น เพื่อความเข้าใจในหมู่คนส่วนใหญ่ในสังคมนั้น จะได้เข้าใจตรงกัน เราต้องอยู่กับสมมุติทุกวัน ก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องไปเปลี่ยนอะไร แต่ให้รู้จักสมมุติให้มาก เพื่อจะได้ไม่ไปยึดติดกับสมมุตินั้นๆ
แล้วเราก็จะอยู่กับสมมุติได้ โดยไม่ทุกข์นั่นเอง
สัจจะแท้
อย่าถามเลยว่า
“สิ่งนั้น คืออะไร?”
ก็สิ่งที่ได้เห็น ได้ฟัง ได้สัมผัส ได้รู้สึก อยู่นั่นแหละ
คือสิ่งนั้นล่ะ
จะเรียกชื่อว่าอะไรก็ตามใจ
อย่าถามเลยว่า
“ความทุกข์คืออะไร? ความดับทุกข์ คืออะไร?”
เมื่อรู้สึกต่อภาวะนั้นๆอยู่
มันคือภาวะนั้นแหละ จะเรียกว่าอะไรก็ช่างเถิด
สิ่งที่ปรากฏแก่เรา ให้ความรู้สึกแก่เราอย่างไร คนอื่นจะบอกว่าเป็นอย่างอื่น
ก็ไม่สามารถลบล้างความรู้สึกแท้จริงของเราได้
ชอบภาวะอย่างไหนก็เลือกเอาเถิด!
จากหนังสือธรรมะ ฝนประปราย ของ วรธัม
ทุก สรรพสิ่ง ที่ประกอบกันขึ้นด้วยธาตุทางธรรมชาติ ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่าง แต่ทุกอย่างมีลักษณะและคุณสมบัติไม่เหมือนกัน แต่มีธาตุทางธรรมชาติดินน้ำลมไฟ เป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้ประกอบกันขึ้นมา และการประกอบกันของธรรมชาตินั้น สมมุติกันให้เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา แล้วแต่ใครที่สมมุติ
ซึ่งในทางธรรมะ หรือธรรมชาติ ก็ได้บอกไว้ว่า ธรรมชาติไม่มีการแบ่งแยก และไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ดังนั้น เรา เรา ท่าน ท่าน ก็เป็นผลของการมีอวิชชา หลงคิดว่ามีตัวตน ของตน จึงยังไม่พ้นจากแรงดึงดูดของกรรม วิบากกรรมไปได้ ต้องดึงดูดดินน้ำลมไฟ มาก่อรูป ก่อร่างสร้างตัวกันใหม่ เพื่อให้อวิชชา ตัณหา อุปาทาน มันอยู่
ก่อร่าง.. สร้างตัวในทางโลก สมมุติภาษาของมนุษย์ ก็คือ มุ่งมั่นทำงาน เพื่อความเจริญก้าวหน้า จะได้มีเงินมีทอง ทุกคนชื่นชมยินดีที่เขาก่อร่างสร้างตัวได้.. นี่คือสมมุติภาษาในทางโลก ซึ่งทุกคนอยากได้ อยากมี อยากเป็น
ก่อร่าง.. สร้างตัว ในทางธรรม จะตรงกันข้าม คือความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น
เพราะ ถ้ายัง.. ก่อร่างสร้างตัว.. อยู่ นั่นแสดงว่า ยังโง่อยู่ ยังยึดมั่นถือมั่นในอัตตาตัวตน มีตน มีของตน จึงยังต้องมีกรรม วิบากกรรมสะสมไว้ จึงยังดึงดูดดินน้ำลมไฟ..มาประกอบ..เป็นรูปเป็นร่าง..กันอยู่
ตายไปวันนี้ เดี๋ยวนี้ ทุกอย่างต้องถูกเผาไปเท่านั้น เนื้อหนังมังสา ผมยาวเท่านั้น ตับไตไส้พุง ทุกอย่างที่อยู่ในขันธ์ 5 มีเท่าไหน ก็เผาเท่านั้น ผมยาวแค่ไหน ก็เผาแค่นั้น ไม่มียาวกว่าอีกได้
แต่อวิชชา คือความไม่รู้จริง ที่หลงผิดคิดว่ามีตัวตน แล้วอุปาทานก็ยึดมั่นในความเห็นผิดนั้นอย่างเหนียวแน่น จึงอุปาทานว่ามีเรา มีตัวเรา ดังนั้น จึงได้มีการสะสมกรรมของเราไว้
แล้วกรรมนั้นก็จะส่งให้ไปเกิดใหม่ ไปก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาใหม่ ตามกรรม วิบากกรรมนั้น เพื่อให้อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ได้อยู่อาศัยต่อไป
และได้ก่อร่าง สร้างตัว กันมาตั้งเท่าไรแล้ว และจะยังคงต้องก่อร่างสร้างตัว กันไปอีกเท่าไรกัน
ในทางโลก ยินดีมีความสุข อยากได้ อยากมี.. พร้อมที่จะก่อร่างสร้างตัว
ในทางธรรม ไม่อยากได้ ไม่อยากมี เพียรที่จะละอัตตาตัวตน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมา...ก่อร่างสร้างตัว...ขึ้นใหม่ เพื่อให้อวิชชาอยู่
เราเกิดมาจากธรรมชาติ จากธาตุดินน้ำลมไฟ แล้วมีธาตุรู้ ซึ่งยังไม่รู้จริงตามธรรมชาติ ด้วยมีอวิชชาคือความเห็นผิด คิดว่ามีตัวตน เป็นตัวขับเคลื่อน ดึงดูดดินน้ำลมไฟมาก่อร่างสร้างตัว ให้มันอยู่ต่อไป จนผ่านภพ ผ่านชาติไม่ถ้วนแล้ว
ในเมื่อเราเกิดมาเพื่อออกจากสมมุติ ระหว่างการเดินทางอันยาวไกล ก็ต้องเดินผ่านไปท่ามกลางการสมมุติต่างๆนานา
พอหลานเกิดมา เราก็เป็นป้า เป็นอา เป็นน้าไปโดยปริยาย ทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจอยากจะเป็น
ในตัวเราเอง ก็ถูกสมมุติเกาะติดไว้มากมาย ทั้งชื่อ นามสกุล ยศถาบรรดาศักดิ์ การเรียน หน้าที่การงาน ธุรกิจมากมาย เหมือนชีวิตนี้มีแต่ความวุ่นวายตลอดกาล แต่ถึงกระนั้น ก็ยังทะยานอยาก อยากได้ อยากมี อยากเป็นใหญ่เป็นโตอยู่ในโลกสมมุติอยู่นั่นเอง จึงวุ่นอยู่กับเรื่องราวหลากหลายที่ต้องทำ ยังมีโครงการอีกตั้งมากมาย ทั้งๆที่เวลาของลมหายใจ จะหมดลงเมื่อไรก็ไม่รู้
สุญญตา
ความหมายของสุญญตา ข้อมูลจาก(http://suwalaiporn.com.www.readyplanet.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=421132&Ntype=2)
ในคำสอนของพุทธศาสนา “สุญญตา” หมายถึง ความเป็นสภาพที่ว่างจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือ ภาวะที่ขันธ์ 5 เป็นอนัตตา คือไร้ตัวตน มิใช่ตน ว่างจากความเป็นตน ว่างจากสาระต่างๆ เช่น ความสวยงาม ความสุข ความทุกข์ ความว่างจากกิเลส ราคะโทสะ โมหะ สภาวะที่ว่างจากสังขาร การปรุงแต่งจิตทั้งหลาย ความว่างที่เกิดจากความกำหนดหมายในใจ ถึงภาวะว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย เป็นส่วนหนึ่งของไตรลักษณ์ เพื่อให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักไตรลักษณ์ยิ่งขึ้น ขอให้พิจารณาคำกล่าวของ พุทธทาสภิกขุ ดังนี้
“พุทธศาสนา มีคำอยู่คำหนึ่ง เป็นคำรวมยอด คือคำว่า สุญตา ซึ่งแปลว่าความเป็นของว่าง คำว่า ว่าง ในที่นี้ ก็คือว่างจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน คำๆนี้ กินความรวบยอดไปถึงหมด ทั้ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ว่าว่างจากตัวตนนี้ หมายถึงว่างจากสาระที่เราควรเข้าไปยึดถือเอาด้วยกำลังใจทั้งหมดทั้งสิ้น ว่าของเรา
การพิจารณาให้เห็นว่าสิ่งทั้งปวงว่างจากความหมาย หรือสาระที่ควรเข้าไปยึดถือนั้น เป็นตัวพุทธศาสนาแท้ เป็นหัวใจ หรือใจความสำคัญ ที่เป็นจุดศูนย์ของการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา..”
ความธรรมดา
ความธรรมดา ความเรียบง่ายที่ไร้การปรุงแต่ง มีให้เห็นทุกๆวัน แต่กลับไม่เคยเห็นมันสักที
ธรรมะ หรือธรรมชาติ คือความธรรมดาๆ ที่ไม่ได้มีการปรุงแต่งใดๆ มันเป็นของมันอย่างนั้นตามกฎไตรลักษณ์ มันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ย่อมเกิดขึ้น มีการตั้งอยู่ แล้วก็แปรปรวนไปเป็นธรรมดาเพราะธรรมชาติมันไม่ได้เป็นตัวใครของใครนั่นเอง
นี่คือ ความเป็นธรรมดาของกฎธรรมชาติ
แต่มัน.. ไม่ธรรมดา ตามความต้องการของเรา จึงต้องปรุงแต่ง คาดหวัง ตั้งเป้าหมาย แล้วบีบบังคับเพื่อให้เป็นอย่างนั้น อย่างนั้น มันจึงเป็นเหตุแห่งทุกข์นั่นเอง
ดังนั้น ปัจจุบันขณะ จึงมีอยู่ตลอดเวลา แต่น้อยคนนักที่จะมองเห็น จะสัมผัสได้
น้อยคนนักที่จะเห็นคุณค่าแท้จริงของทุกสรรพสิ่ง....ที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้น
ทำให้นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ชื่อ ฝนประปราย ซึ่งได้เคยนำข้อคิดในหลายๆบทความ มาลงไว้แล้วนั้น มีบทความหนึ่ง น่าจะสะกิดเตือนให้เห็นความเป็นธรรมดา ที่ยิ่งใหญ่ โดยที่บุคคลต่างๆ มักมองข้ามไป.. มาฝาก
………….
เส้นผมบังภูเขา
ที่บ่ออาบน้ำ ตอนเย็นวันหนึ่ง
“นี่ก็ 5 โมงกว่าแล้ว เหลวไหลมาก ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย”
“อยู่สบาย ๆ มาได้ถึง 5 โมงเย็น นับว่าทำงานอย่างยิ่งแล้ว"
เสียงจากพระเถระรูปหนึ่ง
........................
นี่คือสิ่งธรรมดาๆ ที่มองข้ามไป และหาได้ยากยิ่ง
เพราะ ขันธ์ 5 ที่มีอวิชชาครอบงำ จะมีแต่พุ่งทะยานออกไปไกลจากขันธ์ 5 พุ่งทะยานออกไปรับเอาสภาวการณ์ต่างๆภายนอก กลับมาปรุงแต่ง แล้วทิ่มแทงให้เกิดทุกข์ภายใน
การทำงานที่ยิ่งใหญ่ ก็คือการอยู่กับปัจจุบันของขันธ์ห้าได้...
โดยไม่ทุกข์....นั่นเอง
...................................................................................................
กลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา)
เพิ่มความคิดเห็น